ลงทุนแมน

Empower with Knowledge
“ลงทุนแมน ลงทุนในความรู้”

การลงทุนในความรู้ไม่มีความเสี่ยง
ผู้ลงทุนควรกด ”Subscribe” ลงทุนแมนไว้ในทุกช่องทาง

สนใจโฆษณาติดต่อ contact@longtunman.com

ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - www.longtunman.com
Blockdit - www.blockdit.com/longtunman
Facebook -​ www.facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - www.instagram.com/longtunman/?hl=th
Line - page.line.me/ayw2996y
YouTube - youtube.com/longtunman
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman​
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast
Clubhouse - @longtunman


ลงทุนแมน

TLCOREWEALTH พลิกโฉมกองทุน Asset Allocation ที่เป็น Core พอร์ต ค่าจัดการ 0.1% /โดย ลงทุนแมน

กองทุนหลัก ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกแบบสมดุล 60/40 โดยมีการปรับสัดส่วนอัตโนมัติให้อยู่เสมอ บริหารจัดการโดย BlackRock ชื่อ iShares Core 60/40 Balanced Allocation ETF

TLCOREWEALTH-X เป็นซีรีส์กองทุนที่ลงทุนในกองทุนหลักนี้ โดยจะเป็นรูปแบบซีรีส์ X Ultra ที่มีค่าจัดการต่ำมากที่ 0.1% ระดับเดียวกับ TLWORLD-X ที่คนใน WealthX นิยมใช้เป็น Core พอร์ตเช่นกัน

ซีรีส์กองทุน TLCOREWEALTH-X นี้เข้ามาเป็นพลิกโฉมกองทุนประเภท Asset Allocation ที่มีการปรับพอร์ตสมดุลอัตโนมัติทั้งหมด เพราะเก็บค่าธรรมเนียมในระดับที่ต่ำมากทั้งต้นทาง และปลายทาง

สรุปจุดเด่น
✅กองทุนหลักบริหารโดย BlackRock
✅ปรับพอร์ตสมดุล 60/40 อัตโนมัติ
✅ค่าจัดการต่ำต้นทาง-ปลายทาง
✅กองทุนรวมได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain เป็นไปตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย และไม่มีประเด็นภาษีมรดกสหรัฐฯ

TLCOREWEALTH-X มี 2 แบบคือ

1) TLCOREWEALTH-UH-X ชนิดสะสมมูลค่าแบบไม่จ่ายค่าประกันความเสี่ยงค่าเงิน ค่าจัดการ 0.1% (TER 0.246%)

2) TLCOREWEALTH-H-X ชนิดสะสมมูลค่าแบบจ่ายค่าประกันความเสี่ยงค่าเงิน ค่าจัดการ 0.1% (TER 0.246%)

นอกจากนั้นยังมีชนิดลดหย่อนภาษี TLCOREWEALTHRMF ค่าจัดการ 0.45% (TER 0.589%)

3 กองทุนนี้เปิด IPO 16-21 ก.ค.นี้
พิเศษ ช่วง IPO ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% | ซื้อ 2 ล้านขึ้นไป ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อ (ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธ.ค. 69)

ทำไมกองทุนประเภท Asset Allocation ถึงน่าสนใจและเหมาะสำหรับการใช้เป็น Core พอร์ต เพื่อรักษาและสร้างความมั่งคั่ง ?

การลงทุนที่ทำให้เราอยู่กับความมั่งคั่งได้ในระยะยาว อาจไม่ใช่พอร์ตที่มีผลตอบแทนสูงทุกปี
แต่เป็นการลงทุนที่เราไม่ต้องกังวล ในวันที่ตลาดไม่เป็นใจ

ถ้าเราต้องตื่นมาดูตลาดทุกเช้า
กังวลทุกครั้งที่หุ้นตก
และอยากขายทุกครั้งที่ข่าวร้ายมา
ต่อให้พอร์ตนั้นมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง ก็อาจไม่ใช่พอร์ตที่เราถือได้นานพอ

รู้หรือไม่ว่าแม้แต่ S&P 500 ดัชนีหุ้นชั้นนำจากสหรัฐ ก็ยังมีปีที่ปรับตัวลดลงมา จากจุดสูงสุดมากถึง 25 - 30% ได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่ทุกคนมองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นมาสูงแล้ว

คำถามคือ นักลงทุนทั่วไปควรรับมืออย่างไร ?

สำหรับคนส่วนใหญ่ การลงทุนไม่ใช่งานหลักของชีวิต
บางคนมีงานประจำ
บางคนทำธุรกิจ
บางคนมีครอบครัวต้องดูแล
หลายคนแค่อยากลงทุนทุกเดือน โดยไม่ต้องถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า เดือนนี้ต้องซื้ออะไร ต้องขายอะไร หรือต้องย้ายเงินไปไว้ตรงไหน

นี่คือเหตุผลที่ทำให้การปรับพอร์ตอัตโนมัติจากการทำ Asset Allocation มีความสำคัญ

คำถามคือ เราจะสร้างพอร์ตอย่างไร ให้ทนได้หลายสภาพตลาด..

ถ้าเทียบพอร์ตลงทุน คือบ้านหนึ่งหลัง เราต้องทำบ้านให้สมดุล

หุ้น = พื้นที่เปิดรับการเติบโต
ตราสารหนี้ = เสาและผนัง ที่ช่วยให้บ้านมั่นคง
สินทรัพย์หลายภูมิภาค = การกระจายพื้นที่ ไม่ให้ทั้งบ้านมีน้ำหนักไปที่มุมเดียว

แต่ปัญหาตอนนี้ คือ บ้านพร้อมอยู่ที่ออกแบบดี มักมีราคาสูง

กองทุน Asset Allocation จำนวนไม่น้อยในไทย มักมีค่าจัดการระดับ 1% ต่อปี หรือสูงกว่า

ฟังดูเหมือนน้อย แต่ถ้าเป็นเงินก้อนหลักและถือยาวหลายสิบปี ค่าธรรมเนียมไม่ใช่เรื่องเล็ก

ผลตอบแทนทบต้นได้
ค่าธรรมเนียมก็ทบต้นได้เหมือนกัน..

วันนี้ นักลงทุนไทยกำลังมีทางเลือกใหม่ที่จะมีต้นทุนด้าน Asset Allocation ต่ำมาก

โดยเป็นกองทุนที่ออกแบบมาเป็น Core พอร์ต ลงทุนผ่านกองทุนหลักระดับโลก บริหารโดย BlackRock หนึ่งในผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ของโลก

กองทุนหลักที่ว่านั้นคือ “AOR ETF” หรือ iShares Core 60/40 Balanced Allocation ETF

AOR ถูกออกแบบให้เป็นพอร์ต 60/40

-หุ้น 60% เป็นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตกระจายไปทุกที่บนโลกนี้ แบ่งออกเป็น

iShares Core S&P 500 ETFสัดส่วน 34.6%
นี่คือแกนหุ้นใหญ่สหรัฐฯ และเป็นห้องหลักของบ้านหลังนี้

iShares Core MSCI International Developed ETF สัดส่วน 17.0%
นี่คือหุ้นประเทศพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป อังกฤษ แคนาดา และออสเตรเลีย

iShares Core MSCI Emerging Markets ETF สัดส่วน 6.63%
นี่คือหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และบราซิล

-ตราสารหนี้ 40% เป็นโครงสร้างช่วยลดแรงเหวี่ยง

iShares Core USD Bond ETF สัดส่วน 32.8%
นี่คือแกนตราสารหนี้ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นเสาและผนังของพอร์ต

iShares Core International Aggregate Bond ETF สัดส่วน 5.9%
นี่คือตราสารหนี้ทั่วโลก ช่วยให้พอร์ตไม่ได้พึ่งตราสารหนี้สหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

ส่วนที่เหลือ ยังมีหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ เพื่อให้พอร์ตไม่ได้มีแค่บริษัทใหญ่

และ AOR จะมีบริหารจัดการให้สัดส่วนเป็น 60/40
โดยมีค่าธรรมเนียมต้นทาง (TER) เพียง 0.15% ต่อปี..

และจุดที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจขึ้นไปอีกคือ มีซีรีส์ TLCOREWEALTH-X จาก บลจ.ทาลิส ที่เข้าไปลงทุนใน AOR ETF คิดค่าจัดการในระดับต่ำเช่นเดียวกัน

TLCOREWEALTH-X มี 2 แบบคือ

1) TLCOREWEALTH-UH-X ชนิดสะสมมูลค่าแบบไม่จ่ายค่าประกันความเสี่ยงค่าเงิน ค่าจัดการ 0.1% (TER 0.246%)

2) TLCOREWEALTH-H-X ชนิดสะสมมูลค่าแบบจ่ายค่าประกันความเสี่ยงค่าเงิน ค่าจัดการ 0.1% (TER 0.246%)

นอกจากนั้นยังมีชนิดลดหย่อนภาษี TLCOREWEALTHRMF ค่าจัดการ 0.45% (TER 0.589%)

🟢3 กองทุนนี้เปิด IPO 16-21 ก.ค.นี้
พิเศษ ช่วง IPO ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% | ซื้อ 2 ล้านขึ้นไป ฟรีค่าธรรมเนียมซื้อ (ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธ.ค. 69)

สำหรับคนที่อยากปรับสัดส่วนให้ลงหุ้นมากกว่า 60% ก็ทำได้ง่าย ๆ โดย เอาไปผสมกองทุน TLWORLD-X

เช่นถ้าเราอยากได้ 80/20 ก็ให้ผสม TLCOREWEALTH-X กับ TLWORLD-X อย่างละครึ่ง

ตัวอย่างคือ ถ้าเรามีเงิน 2,000 บาท แบ่งครึ่ง 1,000 บาทซื้อ 2 กองทุน
ไปซื้อ TLCOREWEALTH-X ได้หุ้นโลก 600 บาทกับ ตราสารหนี้ 400 บาท
และซื้อ TLWORLD-X จะได้หุ้นโลกล้วน 1,000 บาท

คำนวณรวม ได้เป็นได้หุ้น 1,600 บาท ตราสารหนี้ 400 บาท ซึ่งคือ 80/20
—-
*ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะความเสี่ยงและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจลงทุน
—-

จากเดิมที่ Asset Allocation มักถูกมองว่าเป็นของดีแต่แพง ค่าจัดการระดับ 1% ต่อปีขึ้นไป
วันนี้ นักลงทุนไทยเริ่มเข้าถึงกองทุนลักษณะนี้ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงมาก

นี่จึงไม่ใช่แค่กองทุนใหม่ แต่คือการเพิ่มโอกาสให้ Core พอร์ตที่เป็น Asset Allocation
ที่เคยเข้าถึงยาก ราคาสูง กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด
ไม่อยากคิดเองทุกเดือน
และแค่อยากมีพอร์ตหลักที่ลงทุนได้ยาว
กองทุนแบบนี้ อาจเป็นทางเลือกสำหรับการจัดสรรที่สมดุลของเงินลงทุนส่วนใหญ่ของเราได้

TLCOREWEALTH-X จึงไม่ใช่แค่กองทุนประเภท Asset Allocation ใหม่อีกหนึ่งกอง

แต่เป็นกองมาตรฐานใหม่ที่อาจพิจารณานำมาเป็น Core พอร์ตได้ โดยมีค่าธรรมเนียมต่ำมาก สำหรับนักลงทุนไทย..

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

บริหารจัดการโดย บลจ. ทาลิส
กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในผู้ออก/หมวดอุตสาหกรรมในบางขณะจึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และกองทุน RMF สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และการปฏิบัติทางภาษีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของผู้ลงทุนแต่ละราย ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 15 ก.ค. 2569

ที่มา BlackRock as of 13 July 2569

12 hours ago | [YT] | 22

ลงทุนแมน

กองทุน S&P 500 ค่าจัดการฟรี ไม่มีเพดานที่ 1,000,000 มาแล้ว /โดย ลงทุนแมน
ตอนนี้คนลงทุน S&P 500 กลัวอยู่ 3 เรื่อง
1. ลงทุน S&P500 ตรง จะกลัวภาษี
2. มีกองทุนรวมยกเว้นภาษี แต่ก็กลัวค่าจัดการแพง
3. มีกองทุนฟรีค่าจัดการ แต่ก็กลัวติดเพดานที่ 1,000,000 บาท

ความกลัวทั้งหมด จะถูกทำให้หมดไปในวันนี้

ด้วยกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ใหญ่ของนักลงทุนไทยพร้อมกัน 3 เรื่อง

1.อยากลงทุน S&P 500 ด้วยต้นทุนต่ำ ฟรีค่าจัดการ
2.อยากลงทุนได้ยาว ๆ ที่เดียวจบ ไม่ติดเพดาน 1,000,000 บาท
3.อยากลดความยุ่งยากเรื่องภาษีหุ้นนอก และภาษีมรดกสหรัฐฯ จากการลงทุนตรง

กองทุนที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนี้
เป็นรูปแบบ SeriesX ZERO ใน WealthX
ชื่อ TLUS500-UH-X

✅ ค่าจัดการฟรี
✅ ไม่มีลิมิตการซื้อที่ 1,000,000 บาท
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอก Capital gain และไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐ เป็นไปตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย

[ ดาวน์โหลด WealthX ได้ที่ www.wealthx.co/getapp ]

พูดได้ว่า TLUS500-UH-X ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ “ทุกคน”
ตั้งแต่คนที่เพิ่งเริ่มลงทุน
คนที่อยาก DCA ทุกเดือน
ไปจนถึงคนที่อยากใช้ S&P 500 เป็น Core Portfolio ระยะยาว

ค่าจัดการ อาจดูเหมือนตัวเลขเล็ก ๆ
แต่สำหรับการลงทุนระยะยาว มันอาจกลายเป็นเงินหลายล้านบาทที่หายไปจากพอร์ต

ดังนั้น กองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
และก็ไม่ใช่เรื่องสำหรับนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
แต่เป็นเรื่องของ “ทุกคน” ที่อยากให้เงินของตัวเองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

แต่สิ่งที่ทำให้ TLUS500-UH-X น่าสนใจกว่านั้นคือ
นี่ไม่ใช่แค่กองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ
แต่คือกองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ แบบ “ไม่มีลิมิต”
ไม่ใช่แค่ก้อนแรก
ไม่ใช่แค่เงินลงทุนหลักแสน
ไม่ใช่แค่เพดาน 1,000,000 บาท

ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนหลักพัน หรือวันหนึ่งพอร์ตโตเป็นหลักล้าน หลักสิบล้าน ก็ยังเข้าถึงค่าจัดการ 0% ได้เหมือนเดิม

และเรื่องนี้สำคัญมาก..

เพราะคนที่ลงทุน S&P 500 ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแค่ซื้อครั้งเดียวแล้วจบ
หลายคนจะ DCA ทุกเดือน
ค่อย ๆ สะสม
ปล่อยให้เงินทำงาน
และหวังให้พอร์ตโตขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว

คำถามคือถ้าวันหนึ่งพอร์ตของเราโตเกิน 1,000,000 บาท
เราควรต้องย้ายเงินไปที่อื่นไหม ?

ถ้าอยากลงทุนต่อ
เราต้องไปซื้อใน Class ที่ค่าจัดการแพงขึ้นไหม ?

ถ้าอยากให้ S&P 500 เป็น Core Port
เราควรถูกจำกัดด้วยเพดานการลงทุนไหม ?

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ไม่มีลิมิต”
สำคัญไม่แพ้ “ฟรีค่าจัดการ”

เพราะสำหรับคนเริ่มต้น มันคือทางเข้าที่ต้นทุนต่ำ

แต่สำหรับคนลงทุนจริงจัง มันคือโครงสร้าง ที่ไม่ล็อกการเติบโตของพอร์ต

แม้จะเริ่มน้อย ก็ได้
สะสมเรื่อย ๆ ก็ได้
พอร์ตโตขึ้น ก็ยังไปต่อได้
ไม่ต้องกังวลว่าวันหนึ่ง พอร์ตจะชนเพดาน
แล้วต้องย้ายไปทางเลือก ที่ต้นทุนสูงกว่าเดิม..

อีกประเด็นที่หลายคนอาจสงสัยคือ ถ้าอยากลงทุน S&P 500
ทำไมไม่ซื้อหุ้นนอก หรือ ETF ต่างประเทศเองเลย ?

คำตอบคือ การลงทุนตรงต่างประเทศ
ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าธรรมเนียมซื้อขาย
แต่ยังมีเรื่อง “ภาษี”

เพราะหากเราลงทุนตรงในหุ้นหรือ ETF ต่างประเทศแล้วมีกำไรจากการลงทุน

เมื่อมีการนำเงินได้จากต่างประเทศกลับเข้ามาในไทย กำไรส่วนนั้นอาจอยู่ในข่ายต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสถานะภาษีของแต่ละคน

และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีอัตราสูงสุดถึง 35%

หมายความว่า กำไรที่เห็นในพอร์ตต่างประเทศ
อาจไม่ใช่กำไรที่เหลือถึงมือเราจริงทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่การลงทุนต่างประเทศ ไม่ควรดูแค่ผลตอบแทนก่อนภาษี
แต่ต้องดูด้วยว่าสุดท้ายแล้ว “เงินเหลือถึงมือจริง” เท่าไร..

เพราะในการลงทุนระยะยาว
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่พอร์ตโตแค่ไหน
แต่คือเราเก็บผลตอบแทนไว้ได้มากแค่ไหน

การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นี่คือจุดต่างสำคัญเพราะมันช่วยให้คนไทยลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
ผ่านโครงสร้างที่เข้าใจง่ายกว่า
จัดการง่ายกว่า
และลดความซับซ้อนเรื่องภาษีหุ้นนอกได้มากกว่า

ยังไม่รวมอีกประเด็นที่นักลงทุนตรงในหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ต้องรู้ คือเรื่องภาษีมรดกสหรัฐฯ
เพราะการถือหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ โดยตรง เมื่อเราเสียชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุดถึง 40%

แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย ช่วยลดความกังวลในประเด็นนี้ลงได้

ดังนั้น กองทุนนี้จึงเหมาะกับทุกคน ตั้งแต่

-กลุ่มคนเริ่มต้นลงทุน ที่อยากมี S&P 500 เป็นกองทุนหลักกองแรก ๆ ของพอร์ต

-กลุ่มคนที่ DCA ทุกเดือน และอยากสะสมหุ้นสหรัฐฯ ระยะยาว โดยไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งพอร์ตจะชนเพดาน

-อีกกลุ่มคือ คนที่เคยลงทุนตรงต่างประเทศ แต่อยากได้ทางเลือกที่ง่ายกว่า เบากว่า และออกแบบมาเพื่อคนไทยมากกว่า

เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนที่ดีไม่ได้มีแค่การเลือกสินทรัพย์ให้ถูก
แต่ต้องเลือก “โครงสร้างการลงทุน” ให้ถูกด้วย

สินทรัพย์ดี แต่ต้นทุนสูง
ผลตอบแทนก็หาย

สินทรัพย์ดี แต่ภาษีซับซ้อน
กำไรที่เหลือจริงก็อาจน้อยกว่าที่คิด

สินทรัพย์ดี แต่มีเพดานการลงทุน
พอร์ตที่โตขึ้นก็อาจต้องถูกย้ายไปทางเลือกที่แพงกว่า..

S&P500 ที่ WealthX จึงตั้งใจออกแบบ มาแก้โจทย์ทั้งหมดนี้ เพื่อคนไทยทุกคน พร้อม ๆ กัน ตั้งแต่ 6 ก.ค. นี้ เป็นต้นไป..

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

- ค่าจัดการฟรี ไม่มีลิมิตการซื้อ
- ค่าใช้จ่ายรวม (TER) 0.139% ต่อปี
- ค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย ซื้อ 0.1% ขาย 0.3%
- พิเศษช่วง 6 - 20 ก.ค. นี้ ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ ตั้งแต่บาทแรก

[ ดาวน์โหลด WealthX ได้ที่ www.wealthx.co/getapp ]

กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 2 ก.ค. 2026

1 week ago | [YT] | 95

ลงทุนแมน

กองทุน S&P 500 ค่าจัดการฟรี ไม่มีเพดานที่ 1,000,000 มาแล้ว /โดย ลงทุนแมน
ตอนนี้คนลงทุน S&P 500 กลัวอยู่ 3 เรื่อง
1. ลงทุน S&P500 ตรง จะกลัวภาษี
2. มีกองทุนรวมยกเว้นภาษี แต่ก็กลัวค่าจัดการแพง
3. มีกองทุนฟรีค่าจัดการ แต่ก็กลัวติดเพดานที่ 1,000,000 บาท

ความกลัวทั้งหมด จะถูกทำให้หมดไปในวันนี้

ด้วยกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ใหญ่ของนักลงทุนไทยพร้อมกัน 3 เรื่อง

1.อยากลงทุน S&P 500 ด้วยต้นทุนต่ำ ฟรีค่าจัดการ
2.อยากลงทุนได้ยาว ๆ ที่เดียวจบ ไม่ติดเพดาน 1,000,000 บาท
3.อยากลดความยุ่งยากเรื่องภาษีหุ้นนอก และภาษีมรดกสหรัฐฯ จากการลงทุนตรง

กองทุนที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนี้
เป็นรูปแบบ SeriesX ZERO ใน WealthX
ชื่อ TLUS500-UH-X

✅ ค่าจัดการฟรี
✅ ไม่มีลิมิตการซื้อที่ 1,000,000 บาท
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอก Capital gain และไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐ เป็นไปตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย

พูดได้ว่า TLUS500-UH-X ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ “ทุกคน”
ตั้งแต่คนที่เพิ่งเริ่มลงทุน
คนที่อยาก DCA ทุกเดือน
ไปจนถึงคนที่อยากใช้ S&P 500 เป็น Core Portfolio ระยะยาว

ค่าจัดการ อาจดูเหมือนตัวเลขเล็ก ๆ
แต่สำหรับการลงทุนระยะยาว มันอาจกลายเป็นเงินหลายล้านบาทที่หายไปจากพอร์ต

ดังนั้น กองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
และก็ไม่ใช่เรื่องสำหรับนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น
แต่เป็นเรื่องของ “ทุกคน” ที่อยากให้เงินของตัวเองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

แต่สิ่งที่ทำให้ TLUS500-UH-X น่าสนใจกว่านั้นคือ
นี่ไม่ใช่แค่กองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ
แต่คือกองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ แบบ “ไม่มีลิมิต”
ไม่ใช่แค่ก้อนแรก
ไม่ใช่แค่เงินลงทุนหลักแสน
ไม่ใช่แค่เพดาน 1,000,000 บาท

ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนหลักพัน หรือวันหนึ่งพอร์ตโตเป็นหลักล้าน หลักสิบล้าน ก็ยังเข้าถึงค่าจัดการ 0% ได้เหมือนเดิม

และเรื่องนี้สำคัญมาก..

เพราะคนที่ลงทุน S&P 500 ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแค่ซื้อครั้งเดียวแล้วจบ
หลายคนจะ DCA ทุกเดือน
ค่อย ๆ สะสม
ปล่อยให้เงินทำงาน
และหวังให้พอร์ตโตขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว

คำถามคือถ้าวันหนึ่งพอร์ตของเราโตเกิน 1,000,000 บาท
เราควรต้องย้ายเงินไปที่อื่นไหม ?

ถ้าอยากลงทุนต่อ
เราต้องไปซื้อใน Class ที่ค่าจัดการแพงขึ้นไหม ?

ถ้าอยากให้ S&P 500 เป็น Core Port
เราควรถูกจำกัดด้วยเพดานการลงทุนไหม ?

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ไม่มีลิมิต”
สำคัญไม่แพ้ “ฟรีค่าจัดการ”

เพราะสำหรับคนเริ่มต้น มันคือทางเข้าที่ต้นทุนต่ำ

แต่สำหรับคนลงทุนจริงจัง มันคือโครงสร้าง ที่ไม่ล็อกการเติบโตของพอร์ต

แม้จะเริ่มน้อย ก็ได้
สะสมเรื่อย ๆ ก็ได้
พอร์ตโตขึ้น ก็ยังไปต่อได้
ไม่ต้องกังวลว่าวันหนึ่ง พอร์ตจะชนเพดาน
แล้วต้องย้ายไปทางเลือก ที่ต้นทุนสูงกว่าเดิม..

อีกประเด็นที่หลายคนอาจสงสัยคือ ถ้าอยากลงทุน S&P 500
ทำไมไม่ซื้อหุ้นนอก หรือ ETF ต่างประเทศเองเลย ?

คำตอบคือ การลงทุนตรงต่างประเทศ
ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าธรรมเนียมซื้อขาย
แต่ยังมีเรื่อง “ภาษี”

เพราะหากเราลงทุนตรงในหุ้นหรือ ETF ต่างประเทศแล้วมีกำไรจากการลงทุน

เมื่อมีการนำเงินได้จากต่างประเทศกลับเข้ามาในไทย กำไรส่วนนั้นอาจอยู่ในข่ายต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสถานะภาษีของแต่ละคน

และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีอัตราสูงสุดถึง 35%

หมายความว่า กำไรที่เห็นในพอร์ตต่างประเทศ
อาจไม่ใช่กำไรที่เหลือถึงมือเราจริงทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่การลงทุนต่างประเทศ ไม่ควรดูแค่ผลตอบแทนก่อนภาษี
แต่ต้องดูด้วยว่าสุดท้ายแล้ว “เงินเหลือถึงมือจริง” เท่าไร..

เพราะในการลงทุนระยะยาว
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แค่พอร์ตโตแค่ไหน
แต่คือเราเก็บผลตอบแทนไว้ได้มากแค่ไหน

การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นี่คือจุดต่างสำคัญเพราะมันช่วยให้คนไทยลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
ผ่านโครงสร้างที่เข้าใจง่ายกว่า
จัดการง่ายกว่า
และลดความซับซ้อนเรื่องภาษีหุ้นนอกได้มากกว่า

ยังไม่รวมอีกประเด็นที่นักลงทุนตรงในหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ต้องรู้ คือเรื่องภาษีมรดกสหรัฐฯ
เพราะการถือหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ โดยตรง เมื่อเราเสียชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุดถึง 40%

แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย ช่วยลดความกังวลในประเด็นนี้ลงได้

ดังนั้น กองทุนนี้จึงเหมาะกับทุกคน ตั้งแต่

-กลุ่มคนเริ่มต้นลงทุน ที่อยากมี S&P 500 เป็นกองทุนหลักกองแรก ๆ ของพอร์ต

-กลุ่มคนที่ DCA ทุกเดือน และอยากสะสมหุ้นสหรัฐฯ ระยะยาว โดยไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งพอร์ตจะชนเพดาน

-อีกกลุ่มคือ คนที่เคยลงทุนตรงต่างประเทศ แต่อยากได้ทางเลือกที่ง่ายกว่า เบากว่า และออกแบบมาเพื่อคนไทยมากกว่า

เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนที่ดีไม่ได้มีแค่การเลือกสินทรัพย์ให้ถูก
แต่ต้องเลือก “โครงสร้างการลงทุน” ให้ถูกด้วย

สินทรัพย์ดี แต่ต้นทุนสูง
ผลตอบแทนก็หาย

สินทรัพย์ดี แต่ภาษีซับซ้อน
กำไรที่เหลือจริงก็อาจน้อยกว่าที่คิด

สินทรัพย์ดี แต่มีเพดานการลงทุน
พอร์ตที่โตขึ้นก็อาจต้องถูกย้ายไปทางเลือกที่แพงกว่า..

S&P500 ที่ WealthX จึงตั้งใจออกแบบ มาแก้โจทย์ทั้งหมดนี้ เพื่อคนไทยทุกคน พร้อม ๆ กัน ตั้งแต่ 6 ก.ค. นี้ เป็นต้นไป..

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

- ค่าจัดการฟรี ไม่มีลิมิตการซื้อ
- ค่าใช้จ่ายรวม (TER) 0.139% ต่อปี
- ค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย ซื้อ 0.1% ขาย 0.3%
- พิเศษช่วง 6 - 20 ก.ค. นี้ ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ ตั้งแต่บาทแรก

กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 2 ก.ค. 2026

1 week ago | [YT] | 69

ลงทุนแมน

สิ้นสุดการรอคอย.. กองทุน S&P 500 ค่าจัดการฟรี ไม่มีลิมิต มาแล้ว กองทุนที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ใหญ่ของนักลงทุนไทยพร้อมกัน 3 เรื่อง

1.อยากลงทุน S&P 500 ด้วยต้นทุนต่ำ ฟรีค่าจัดการ
2.อยากลงทุนได้ยาว ๆ ที่เดียวจบ ไม่ติดเพดาน 1,000,000 บาท
3.อยากลดความยุ่งยากเรื่องภาษีหุ้นนอก และภาษีมรดกสหรัฐฯ จากการลงทุนตรง

กองทุนที่ตอบโจทย์ทั้งหมดนี้
เป็นรูปแบบ SeriesX ZERO ใน WealthX
ชื่อ TLUS500-UH-X

✅ ค่าจัดการฟรี
✅ ไม่มีลิมิตการซื้อที่ 1,000,000 บาท
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอก Capital gain และไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐ เป็นไปตามกฎหมายภาษีของประเทศไทย

พูดได้ว่า TLUS500-UH-X ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ “ทุกคน”
ตั้งแต่คนที่เพิ่งเริ่มลงทุน
คนที่อยาก DCA ทุกเดือน
ไปจนถึงคนที่อยากใช้ S&P 500 เป็น Core Portfolio ระยะยาว

นี่ไม่ใช่แค่กองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ
แต่คือกองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าจัดการ แบบ “ไม่มีลิมิต”
ไม่ใช่แค่ก้อนแรก
ไม่ใช่แค่เงินลงทุนหลักแสน
ไม่ใช่แค่เพดาน 1,000,000 บาท

ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนหลักพัน หรือวันหนึ่งพอร์ตโตเป็นหลักล้าน หลักสิบล้าน ก็ยังเข้าถึงค่าจัดการ 0% ได้เหมือนเดิม

เพราะสำหรับคนเริ่มต้น มันคือทางเข้าที่ต้นทุนต่ำ

แต่สำหรับคนลงทุนจริงจัง มันคือโครงสร้าง ที่ไม่ล็อกการเติบโตของพอร์ต

แม้จะเริ่มน้อย ก็ได้
สะสมเรื่อย ๆ ก็ได้
พอร์ตโตขึ้น ก็ยังไปต่อได้
ไม่ต้องกังวลว่าวันหนึ่ง พอร์ตจะชนเพดาน
แล้วต้องย้ายไปทางเลือก ที่ต้นทุนสูงกว่าเดิม..

ไม่ได้มีแค่เรื่องค่าธรรมเนียมซื้อขาย
แต่ยังมีเรื่อง “ภาษี”

การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
นี่คือจุดต่างสำคัญเพราะมันช่วยให้คนไทยลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ
ผ่านโครงสร้างที่เข้าใจง่ายกว่า
จัดการง่ายกว่า
และลดความซับซ้อนเรื่องภาษีหุ้นนอกได้มากกว่า

ยังไม่รวมอีกประเด็นที่นักลงทุนตรงในหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ต้องรู้ คือเรื่องภาษีมรดกสหรัฐฯ
เพราะการถือหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ โดยตรง เมื่อเราเสียชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุดถึง 40%

แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวมไทย ช่วยลดความกังวลในประเด็นนี้ลงได้

เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนที่ดีไม่ได้มีแค่การเลือกสินทรัพย์ให้ถูก
แต่ต้องเลือก “โครงสร้างการลงทุน” ให้ถูกด้วย

S&P500 ที่ WealthX จึงตั้งใจออกแบบ มาแก้โจทย์ทั้งหมดนี้ เพื่อคนไทยทุกคน พร้อม ๆ กัน ตั้งแต่ 6 ก.ค. นี้ เป็นต้นไป..

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

​ค่าจัดการฟรี ไม่มีลิมิตการซื้อ
​ค่าใช้จ่ายรวม (TER) 0.139% ต่อปี
​ค่าธรรมเนียมซื้อ-ขาย ซื้อ 0.1% ขาย 0.3%
​พิเศษช่วง 6 - 20 ก.ค. นี้ ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อ ตั้งแต่บาทแรก

กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 2 ก.ค. 2026

1 week ago | [YT] | 77

ลงทุนแมน

กองทุนเดียวจบ AI ทุกคอขวด มาแล้วกับ KT-BAI เป็นเจ้าของ Claude และ ChatGPT ก่อน IPO ด้วย

- IPO 29 มิ.ย. - 3 ก.ค. นี้ เตรียมพบกับกองทุน SERIES X™ ค่าจัดการต่ำ ชื่อ KT-BAI โอกาสการลงทุน “ครบทุกคอขวด” ในซัปพลายเชน AI ทุกระดับ แบบ Full Stack ทั่วโลก ในกองทุนเดียว ซื้อได้ที่ WealthX โหลดแอปได้ที่ www.wealthx.co/getapp

กองทุนนี้บริหารจัดการลงทุนแบบ Active เพื่อให้ตรงกับ Cycle ของเมกะเทรนด์ โดย BlackRock ทีมงานมืออาชีพระดับโลก

✅กองทุนแรกในไทย ลงทุนครบทุกคอขวด AI ทั่วโลก
✅ลงทุนตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ชิป คลาวด์ ซอฟต์แวร์ โมเดล ไปจนถึงหุ่นยนต์ AI
✅ลงทุนใน Claude และ ChatGPT ก่อน IPO
✅บริหารแบบ Active เพื่อให้ตรงกับ Cycle โดย BlackRock
✅อยู่ใน SERIES X™ ค่าจัดการต่ำ ซื้อได้ที่ WealthX

- ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
- ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%

โปรโมชันช่วง IPO 29 มิ.ย. - 3 ก.ค. 69
- ซื้อ 10,000 บาทขึ้นไป ได้รับเพิ่มกองทุน KT-BAI มูลค่า 5% ของค่าธรรมเนียมซื้อ
- ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับเพิ่มกองทุน KT-BAI มูลค่า 10% ของค่าธรรมเนียมซื้อ
(ได้รับกองทุนเพิ่มในวันที่ 5 ส.ค. 69 และอ้างอิง NAV กองทุนในวันนั้น และไม่เกิน 0.2% ของยอดเงินลงทุนตามเกณฑ์ AIMC)

แล้วกองทุนนี้ลงทุนในหุ้น AI อะไรบ้าง ?
คำตอบก็คือ ไล่ตั้งแต่

- ผู้นำชิป เช่น NVIDIA, AMD, Intel และ Broadcom

- ผู้นำหน่วยความจำและคลังข้อมูล AI เช่น SK Hynix, Micron, Western Digital และ Sandisk

- กลุ่มการเชื่อมต่อความเร็วสูง Optical และ Photonics เช่น Lumentum, Corning และ Fabrinet

- กลุ่มไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน เช่น Vertiv และ Delta Electronics

บริษัทพัฒนาโมเดล AI รายใหญ่ที่กำลังจะ IPO เร็ว ๆ นี้ อย่าง Anthropic ที่เป็นเจ้าของ Claude และ OpenAI ที่เป็นเจ้าของ ChatGPT ก็ลงทุน ไปจนถึงโรงงานผลิตชิปใหญ่สุดในโลกอย่าง TSMC..

และก็ยังมีบริษัทใหญ่ที่ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI พวกนี้ด้วย เช่น Alphabet, Tesla และ SpaceX สรุปได้กองนี้กองเดียวเก็บทุกบริษัท ที่อยู่ใน AI Supercycle

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ กองทุนนี้ บริหารแบบ Active
คอยติดตามหุ้นเทคโนโลยีประมาณ 1,500 บริษัท
แบ่งเป็น 6 กลุ่มใหญ่
38 กลุ่มย่อย
และ 88 อุตสาหกรรม..

นัดคุยกับบริษัท ประมาณ 1,000 ครั้ง ต่อปี
ติดตามการประกาศงบการเงิน มากกว่า 500 ครั้ง ต่อไตรมาส
สร้างโมเดลมาวิเคราะห์ 500 โมเดล

ทั้งหมดนี้ เพื่อคัดเลือกหุ้น 1,500 บริษัทในตะกร้า
ให้เหลือเพียง 20-40 บริษัทเน้น ๆ ในแต่ละช่วงเวลา

ซึ่งผู้บริหารจัดการกองทุนนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็น BlackRock บริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก

คอยเลือกหุ้น เลือกคอขวดให้ ว่าตอนไหนคอขวดไหนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตการลงทุนธีม AI มากสุด โดยที่เราไม่ต้องคอยติดตามเองเลย..

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID : @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

คำเตือน :
- กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก สัดส่วนการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการนำเสนอเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนําให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด กระบวนการลงทุน และกรอบการลงทุน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- กองทุนนี้มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงโดยดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ในกรณีที่กองทุนไม่ได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 27 มิ.ย. 69

Reference :
- BAI ETF Prospectus ณ วันที่ 23 มิ.ย. 69

2 weeks ago | [YT] | 72

ลงทุนแมน

GDP เวียดนามจะแซงไทยแล้ว นักลงทุนไทย ทำอะไรได้บ้าง ? /โดย ลงทุนแมน
ตอนนี้ GDP เวียดนาม มีมูลค่า 17.2 ล้านล้านบาท
ส่วน GDP ไทย อยู่ที่ 18.9 ล้านล้านบาท
ไทยยังนำอยู่เล็กน้อย

แต่ช่องว่างนี้ กำลังแคบลงเร็วมาก
เพราะปีที่แล้ว เศรษฐกิจเวียดนามโตถึง 8%
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เวียดนามยังมองว่า แค่นี้ยังไม่พอ
ปีนี้ รัฐบาลเวียดนามเลยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโต 10%..

ถ้าทำได้จริง GDP เวียดนามจะขึ้นมาแตะ 18.9 ล้านล้านบาท ภายในปีนี้
เท่ากับว่า จะขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับไทย

ถ้ายังโตต่อในอัตราเดิม ปีหน้า GDP เวียดนามอาจแตะ 20.8 ล้านล้านบาท
ซึ่งหมายความว่า เวียดนามจะไม่ใช่แค่ไล่ทันไทย แต่กำลังจะแซงไทยไปแล้ว

และช่องว่างระหว่างไทยกับเวียดนาม ก็น่าจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี..

เรื่องนี้อาจทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกผิดหวัง

ในโลกการลงทุน บางครั้งสิ่งสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราต้องมานั่งเสียดายว่าใครแซงใคร

แต่คือการถามว่า แล้วเราจะมีส่วนร่วมกับการเติบโตนั้น ได้อย่างไร ?
ถ้าพร้อมแล้ว ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ถ้าถามว่าเวียดนามโตแรงขนาดนี้ มาจากอะไร ?

คำตอบคือ เวียดนามไม่ได้โตจากเรื่องเดียว
แต่กำลังโตจากหลายเครื่องยนต์ พร้อมกัน..

-คนในประเทศ มีกำลังซื้อมากขึ้น
-รัฐบาล เดินหน้าอัดฉีดโครงการขนาดใหญ่
-การส่งออก ยังขยายตัวต่อเนื่อง
-บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติ แห่เข้าไปตั้งโรงงานในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่

พูดง่าย ๆ คือ เวียดนามกำลังโตทั้งจากคนในบ้าน และโตจากเงินนอกบ้านที่ไหลเข้าไป

ฝั่งรัฐบาลเวียดนามเอง ก็ไม่ได้แค่อยากโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กำลังวางเกมให้ประเทศ กระโดดขึ้นไป
ทั้งแผนสร้างทางหลวงให้ได้ 5,000 กิโลเมตร
โครงการรถไฟความเร็วสูง
การผลักดันอุตสาหกรรม AI
รวมถึงการดันอุตสาหกรรมชิป แบบเต็มกำลัง

ทั้งหมดนี้ ทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นแค่ประเทศค่าแรงถูกอีกต่อไป แต่กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเอง เป็นฐานการผลิตและเทคโนโลยีแห่งใหม่ของเอเชีย

ถ้าสรุปแผนเศรษฐกิจเวียดนาม ตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030
จะเห็นว่าเป้าหมายของเขา ไม่ธรรมดาเลย

-กำลังซื้อในประเทศ ต้องเติบโต 13% ถึง 15% ในปีนี้
-GDP ต้องโตระดับ 2 หลัก หรือมากกว่า 10% ต่อปี
-รายได้ต่อหัวประชากร ต้องเพิ่มเป็น 23,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2030

นี่จึงไม่ใช่แค่ประเทศที่กำลังโต แต่เป็นประเทศที่กำลังตั้งเป้า “โตให้เร็วกว่าเดิม”

แล้วถ้ามองในมุมตลาดหุ้น เศรษฐกิจจริงโตเร็วขนาดนี้
ตลาดหุ้นเวียดนาม น่าสนใจแค่ไหน ?

คำตอบคือ น่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนในเวียดนาม มีแนวโน้มโตล้อไปกับเศรษฐกิจ

-ปี 2026 กำไรบริษัทในตลาดหุ้นเวียดนาม คาดว่าจะโต 20.5%
-ปี 2027 กำไรบริษัทในตลาดหุ้นเวียดนาม คาดว่าจะโต 17.1%

ถ้าดูเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ 30 อันดับแรก หรือดัชนี VN30 ซึ่งคล้ายกับ SET50 ของไทย

-ปี 2026 กำไรของบริษัทใน VN30 คาดว่าจะโต 23.3%
-ปี 2027 กำไรของบริษัทใน VN30 คาดว่าจะโต 19.8%

แปลว่า บริษัทใหญ่สุดของเวียดนาม ไม่ได้แค่ใหญ่แต่ยังมีโอกาสโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดด้วย..

อีกประเด็นที่ต้องดู คือ Valuation หรือราคาหุ้น เมื่อเทียบกับกำไรในอนาคต

ตอนนี้ บริษัทใหญ่สุด 30 บริษัทแรกของเวียดนาม มี Forward P/E หรือราคาต่อกำไรคาดการณ์ 12 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 10.8 เท่า

ระดับนี้ถือว่าอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ย 10 ปี แปลแบบง่าย ๆ คือตลาดหุ้นเวียดนามตอนนี้ ไม่ได้มีราคาแพง

แต่ไฮไลต์ที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา
ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจโต
ไม่ใช่แค่เรื่องกำไรบริษัทโต
แต่คือจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ ของตลาดหุ้นเวียดนาม

วันที่ 21 กันยายน 2026 ตลาดหุ้นเวียดนาม กำลังจะถูกเลื่อนชั้นอย่างเป็นทางการโดย FTSE จากตลาดชายขอบ ขึ้นมาเป็นตลาดเกิดใหม่

เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อเวียดนามเป็นตลาดเกิดใหม่
กองทุนระดับโลกจำนวนมาก ที่เคยมีข้อจำกัดในการลงทุน
ก็จะสามารถเข้ามาลงทุนในหุ้นเวียดนามได้มากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ ประตูที่เคยแง้มอยู่
กำลังจะเปิดกว้างขึ้น
และมีการคาดการณ์ว่าเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเวียดนาม
อาจสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ก็ราวระดับแสนล้านบาท

เศรษฐกิจโตแรง
กำไรบริษัทโตสูง
Valuation ยังอยู่ระดับกลาง ๆ
และกำลังมีเงินทุนต่างชาติ รอไหลเข้า
นี่คือเหตุผลที่เวียดนาม กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามากที่สุดในภูมิภาค

คำถามคือในฐานะนักลงทุนไทย เราควรทำอะไรกับเรื่องนี้ ?

แม้เศรษฐกิจจริงของไทยกับเวียดนาม จะแข่งขันกันอย่างดุเดือด
แต่พอร์ตการลงทุนของเรา ไม่จำเป็นต้องเลือกข้างแบบประเทศ

เพราะถ้าเวียดนามโต เราก็สามารถมีส่วนร่วมกับการเติบโตนั้นได้ ผ่านการลงทุน

ล่าสุดมีกองทุนเวียดนามชื่อ PRINCIPAL VNEI-EX เปิดตัวออกมาตอบโจทย์นี้
ด้วยจุดเด่น คือ..
การเน้นลงทุนแบบ Passive ด้วยค่าจัดการที่ต่ำมาก

กองทุนนี้เป็นรูปแบบ Series X ที่ซื้อได้ใน WealthX และบลจ. พรินซิเพิล เท่านั้น
มีค่าจัดการต่ำมากในกลุ่มกองทุนเวียดนาม เพียง 0.32% ต่อปี
และมี TER หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด เพียง 0.52% ต่อปี

กองทุนนี้ IPO ตั้งแต่วันที่ 23 ถึง 26 มิถุนายน 2569

กองทุนนี้จะเป็นกองทุนแรกในไทย ที่จะพานักลงทุนไทยลงทุนล้อตามดัชนี VN30 ในกองทุนหลักชื่อ DCVFMVN30 ETF

ดัชนี VN30 คือหุ้น 30 บริษัทใหญ่สุด และซื้อขายคล่องที่สุดของเวียดนาม

พูดง่าย ๆ คือ ซื้อกองนี้กองเดียว ก็เหมือนได้ลงทุนในหุ้นแถวหน้าของเวียดนาม 30 บริษัท
และหุ้นกลุ่มนี้ ครอบคลุมมูลค่าตลาดหุ้นเวียดนามไปแล้วกว่า 70% ถึง 75%

ตัวอย่างบริษัทที่เราจะได้เป็นเจ้าของ เช่น
-Vingroup
อาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของเวียดนาม ทำตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ ห้างสรรพสินค้า ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า

-FPT
บริษัทเทคโนโลยีแถวหน้าของเวียดนาม
ที่ก้าวไปไกลถึงขั้นจับมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง NVIDIA
เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

-Mobile World
ผู้นำค้าปลีกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและเทคโนโลยี ถ้าคนเวียดนามจะซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ชื่อของบริษัทนี้ คือหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่คนจำนวนมากนึกถึง

-Masan Group
เป็นผู้นำด้านสินค้า FMCG ที่คนเวียดนามแทบทุกบ้านต้องใช้ เช่น น้ำปลา ซอสถั่วเหลือง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

-Vinamilk
ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมแบบครบวงจร อันดับ 1 ในประเทศ มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่นมสด นมผงเด็ก โยเกิร์ต นมข้นหวาน และไอศกรีม

-Vietjet
สายการบินต้นทุนต่ำสัญชาติเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็วระดับโลก ผ่านการขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุม

-Saigon Beer
ผู้ผลิตเบียร์ระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในเวียดนาม

-Vincom Retail
ผู้พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในเวียดนาม

-Hoa Phat
ผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ ซึ่งเติบโตล้อไปกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนาม

-กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของเวียดนาม
ซึ่งได้ประโยชน์จากสินเชื่อ การบริโภค และการลงทุนในประเทศ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ธนาคารก็มักเป็นหนึ่งในธุรกิจที่โตตามไปด้วย

จะเห็นว่า VN30 ไม่ได้เป็นแค่ดัชนีหุ้นใหญ่ แต่เป็นเหมือนภาพย่อของเศรษฐกิจเวียดนามทั้งประเทศ
มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เทคโนโลยี สินค้าอุปโภคบริโภค ศูนย์การค้า ธนาคาร สายการบิน วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่โตไปพร้อมกับการยกระดับประเทศ

ถ้าดูผลงานย้อนหลัง

กองทุนหลักตัวนี้ทำผลงานได้โดดเด่น ย้อนหลัง 1 ปี ให้ผลตอบแทน 44.2%
ชนะดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคตและการลงทุนในเวียดนาม ก็ยังมีความเสี่ยงทั้งความผันผวนของตลาดหุ้น ค่าเงิน กฎระเบียบ และความเสี่ยงเฉพาะประเทศ

แต่ถ้าถามว่า เวียดนามวันนี้ น่ามองข้ามไหม ?
คงตอบได้ว่ายากมาก ที่จะมองข้าม..

เพราะนี่คือประเทศที่ GDP กำลังจะใหญ่กว่าไทย
บริษัทใหญ่กำลังโตตามเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นกำลังถูกยกระดับ
และเงินทุนระดับโลก กำลังเตรียมเข้ามา

ในอดีต คนไทยอาจมองเวียดนามเป็นคู่แข่ง
แต่ในมุมของนักลงทุน เวียดนามอาจเป็นโอกาสที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

เพราะสุดท้ายแล้ว เราอาจหยุดไม่ได้ ที่เวียดนามจะแซงไทย
แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะยืนดูเขาแซงผ่านไป
หรือจะให้พอร์ตลงทุนของเรา โตไปพร้อมกับการแซงครั้งนี้

นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนไทยต้องถามตัวเองว่า
ถ้าเวียดนามกำลังจะกลายเป็นผู้ชนะคนใหม่ของอาเซียน

เราจะเป็นแค่ผู้ชม หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตนี้ไปด้วยกัน..

ผ่าน PRINCIPAL VNEI-EX ที่ WealthX ดาวน์โหลดแอปได้ที่ www.wealthx.co/getapp

✅ ค่าจัดการต่ำในกลุ่มกองทุนเวียดนาม
✅ ประเทศที่เศรษฐกิจ จะเติบโตระดับ 10% ต่อปี
✅ ร่วมเติบโตไปกับ 30 บริษัทใหญ่สุดในเวียดนาม
✅ กำไรบริษัทในตลาดหุ้นเติบโตสูง Valuation ไม่แพง
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอก Capital Gain สูงสุด 35%
✅ ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20% เฉพาะช่วง IPO

กองทุนนี้เป็นรูปแบบ Series X ที่ซื้อได้ใน WealthX
มีค่าจัดการต่ำมากในกลุ่มกองทุนเวียดนาม เพียง 0.32% ต่อปี
และมี TER หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด เพียง 0.52% ต่อปี

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx และบลจ. พรินซิเพิล

สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ตัวเลขดังกล่าวเป็นการจำลองผลตอบแทนเพื่อประกอบการอธิบายแนวคิดการลงทุนเท่านั้น มิใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคต

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2569

References
-Bloomberg
-CNBC
-IMF

3 weeks ago | [YT] | 185

ลงทุนแมน

กองทุนรวมไทยกองแรก ลงทุนในหุ่นยนต์จีนทั้งซัปพลายเชน มาแล้ว
-เตรียมพบกับกองทุน TLCHINAROBOT เปิดจอง IPO 19-24 มิ.ย. นี้ โดยจะลงทุนใน ChinaAMC CSI Robot ETF กองทุนหุ่นยนต์ใหญ่สุดในประเทศจีน

✅Pure Play เน้นผู้นำด้านหุ่นยนต์จีน
✅ซัปพลายเชน Robotics ทั้งต้นน้ำ-ปลายน้ำ
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain หุ้นนอก สูงสุด 35%
✅จอง IPO 19-24 มิ.ย. 69 พร้อมกันที่ WealthX
✅โปรโมชันช่วง IPO ลด 10% ค่าธรรมเนียมซื้อ ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50%

รู้หรือไม่ว่าปี 2026 คือปีที่หุ่นยนต์หยุดเป็นแค่ความฝัน และกำลังเริ่มสร้างกำไรมหาศาลแล้ว

หากพูดถึงหนึ่งในประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในปัจจุบัน
ประเทศจีน คือประเทศที่น่าจับตามอง

เพราะกว่า 54% ของการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่ทั่วโลก ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่..

เรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนี้กำลังเกิดขึ้น เรียกกันว่า Unitree Moment นี่คือปรากฏการณ์ ที่เปลี่ยนมุมมองของคนทั้งโลกที่มีต่อหุ่นยนต์

Unitree คือใคร ? สรุปสั้น ๆ เลยก็คือเป็นบริษัทหุ่นยนต์จากหางโจว

ปัจจุบัน Unitree ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดหุ่นยนต์ คล้ายมนุษย์ระดับโลก

Unitree คือเจ้าของหุ่นยนต์ ที่ขึ้นแสดงกังฟูสด หน้าผู้ชมกว่า 679 ล้านคน

ความล้ำคือ หุ่นยนต์พวกนี้ใช้ AI ประมวลผลล้วน แบบไม่มีคนควบคุมได้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ปีก่อน ยังทำได้แค่เต้นโบกผ้าเช็ดหน้า

อีกสิ่งที่ทำให้นักลงทุนตื่นเต้น ยิ่งกว่าความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ก็คือ อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทสูงเกือบ 60%

เรียกได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์

แล้วทำไมปี 2026 ถึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ?

คำตอบคือ ปีนี้เป็นปีที่อุตสาหกรรม ก้าวข้ามจากการเริ่มต้น ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์

มูลค่าบริษัทจะไม่ถูกประเมินจากความคาดหวังอีกต่อไป แต่จะวัดกันที่ยอดสั่งซื้อและกำไรที่จับต้องได้จริง

ภาพนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อองค์กรระดับชาติตบเท้าควักเงินซื้อหุ่นยนต์ไปใช้งานจริง

-เดือนมิถุนายน ปี 2025
ไชน่าโมบายล์สั่งซื้อหุ่นยนต์มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท

-เดือนเมษายน ปี 2026
การไฟฟ้าของจีนก็สั่งซื้อหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ถึง 500 ตัวคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 12,000 ล้านบาท

เป้าหมายคือการนำไปลุยงานในพื้นที่เสี่ยง และงานที่ต้องการความแม่นยำสูง

พอเห็นแบบนี้แล้ว หลายคนคงอยากกระโดดเข้าลงทุนในหุ้นหุ่นยนต์จีน แต่ความจริงแล้วการเลือกลงทุนหุ้นหุ่นยนต์จีนรายตัวนั้นเสี่ยงและยากกว่าที่คิด..

เหตุผลแรกคือ เทคโนโลยียังมีการสับเปลี่ยนผู้นำอยู่ตลอดเวลา

เหตุผลที่สองคือ ความผันผวนสูง เพียงแค่มีข่าวออกมานิดเดียวก็กระทบราคาหุ้นได้ทันที

เหตุผลต่อมาคือ กำแพงความรู้ที่สูงมากเพราะเราต้องเก่ง และเข้าใจทั้งเรื่องเครื่องกล ซอฟต์แวร์ และ AI พร้อมกัน

เหตุผลสุดท้ายคือ หุ้นกระแสแรงหลายตัวมีมูลค่าสูงทั้งที่บริษัทยังไม่เคยทำกำไรเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าในการลงทุนอุตสาหกรรมนี้ก็คือการลงทุนผ่านกองทุน ChinaAMC CSI Robot ETF

เพราะอะไร กองทุนนี้ถึงน่าสนใจ ?

ChinaAMC CSI Robot ETF คือ กองทุนหุ่นยนต์ใหญ่สุดในจีน

กองทุนนี้เปิดมาแล้วกว่า 4 ปีและ มีมูลค่าสินทรัพย์ราว 101,000 ล้านบาท

จุดเด่นคือบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น และกระจายการลงทุนใน 66 หุ้นชั้นนำ บวกกับพอร์ตกองทุนนี้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำของอุตสาหกรรม

ตัวอย่างหุ้นในพอร์ตก็เช่น

-iFLYTEK
ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ และซอฟต์แวร์ ที่เป็นเสมือนสมองให้ระบบอัจฉริยะ

-INOVANCE
ผู้นำระดับอุตสาหกรรมด้านการผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เช่นหุ่นยนต์แขนกล SCARA ที่ใช้ในโรงงาน รวมถึงผลิตระบบควบคุมการเคลื่อนที่ ซึ่งเปรียบเสมือนระบบประสาทสั่งการที่ทำให้เครื่องจักรเคลื่อนไหวได้แม่นยำ

-HAN'S LASER
ผู้เชี่ยวชาญและผู้ผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับเลเซอร์

-TUOPU
บริษัทผู้ผลิตและเชี่ยวชาญด้านระบบแชสซี ระบบเครื่องยนต์ และผู้เล่นหลักในการวิจัยและผลิตชุดขับเคลื่อนข้อต่อ

-SUPCON
ผู้ให้บริการด้านระบบและอุปกรณ์ควบคุมอุตสาหกรรมอัตโนมัติ

-Roborock
ผู้นำด้านหุ่นยนต์บริการระดับผู้บริโภค โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสร้างแผนที่และระบุตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้หุ่นยนต์สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อม

และข่าวใหญ่ล่าสุด ก็คือบริษัท Unitree เพิ่งผ่านการอนุมัติ IPO เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พวกเขากำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนเร็ว ๆ นี้

หมายความว่าบริษัทดาวรุ่งอย่าง Unitree ก็มีโอกาสสูงมาก ที่จะถูกดึงเข้ามารวมอยู่ในพอร์ตของกองทุนนี้ตามรอบการทบทวนรายชื่อหุ้นในดัชนี ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้

โลกไม่ได้กำลังรอคอยยุคของหุ่นยนต์
แต่มันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ปี 2026 คือเส้นแบ่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

นี่คือปีที่หุ่นยนต์ก้าวออกจากหน้ากระดาษนิยายไซไฟ และกำลังเดินเข้าสู่งบกำไรขาดทุนของธุรกิจในโลกความจริง

หากเรามองเห็นอนาคตนี้ แต่ไม่อยากเสี่ยงงมเข็มในมหาสมุทรเพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว

การลงทุนผ่านกองทุนที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงบริษัทในห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีน อาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจธีมการลงทุนดังกล่าว

ในวันที่โลก กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยจักรกลอัจฉริยะ

เราจะยืนดูเป็นแค่ผู้ชม หรือจะเลือกลงทุน เพื่อร่วมเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมนี้ไปพร้อมกัน..

TLCHINAROBOT บริหารโดย บลจ.ทาลิส เปิดจอง IPO 19-24 มิ.ย. นี้ ซื้อได้ที่ WealthX

โดยกองทุนนี้จะเข้าลงทุนใน ChinaAMC CSI Robot ETF กองทุนหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

โปรโมชันช่วง IPO ลด 10% ค่าธรรมเนียมซื้อ ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50%

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกและหมวดอุตสาหกรรมในบางขณะ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก จึงอาจเหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนเสริมของพอร์ต และไม่ควรใช้เป็นสัดส่วนหลักในพอร์ตลงทุน กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 16 มิ.ย. 2569

4 weeks ago (edited) | [YT] | 172

ลงทุนแมน

กองทุนไทยกองแรก ลงทุนใน PHOTONICS "ผู้คุมแสง" ที่ AI ขาดไม่ได้
วันนี้อุตสาหกรรมชิปกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยน
เมื่อสายไฟทองแดงแบบเดิมเริ่มส่งข้อมูลไม่ทัน
นวัตกรรมโฟโทนิกส์จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้..

โอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปในทศวรรษหน้า
จึงอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครออกแบบชิปได้เก่งกว่ากัน
แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถควบคุมโฟโทนิกส์ได้ก่อน

LHPHOTONICS กองทุนแรกในไทยที่ลงทุนใน EUV ETF ที่ลงทุนผู้นำเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ (Photonics) ระดับโลก และผู้นำการผลิตชิปที่ใช้เทคโนโลยีแสงขั้นสูง (EUV)

ถือหุ้นผู้ชนะที่เป็นกระดูกสันหลังของวงการเทคโนโลยีด้านแสงเพียงไม่กี่บริษัทของโลกนี้ผ่านกองทุนค่าจัดการต่ำซีรีส์ X ใน WealthX

ทุกความฉลาดของ AI ต้องพึ่งพาสมอง ที่มีขนาดเล็กลงแต่ทรงพลังมากขึ้น

เมื่อสมองเหล่านี้ต้องคุยกันจำนวนมหาศาล ก็ต้องอาศัยการส่งข้อมูลที่เร็วที่สุดในโลก

ผู้ที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ ก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีแสงขั้นสูงที่เรียกว่า EUV และ Photonics

เทคโนโลยีกลุ่มแรกคือ EUV หรือ Extreme Ultraviolet Lithography

เปรียบเสมือนมีดผ่าตัดระดับนาโนเมตร ที่ใช้เทคโนโลยีแสง
ยิ่งมีดคม มากเท่าไร..
ก็ยิ่งสลักวงจรไฟฟ้าลงบนชิปได้เล็ก และซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น

แต่ชิปที่เร็วที่สุดจะไม่มีประโยชน์เลย
หากการส่งข้อมูลระหว่างกันยังคงล่าช้า
นี่จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีกลุ่มที่สอง คือ Photonics หรือวิทยาการประยุกต์ใช้แสง

Photonics เปรียบเสมือนเส้นทางด่วนพิเศษที่ใช้แสงส่องผ่านสายใยแก้วนำแสง เพื่อส่งข้อมูลมหาศาล

ในยุคที่ศูนย์ข้อมูล AI ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก
การใช้สายทองแดงแบบเดิม จะเกิดความร้อน และคอขวดทันที

เทคโนโลยี Photonics จึงเข้ามาแก้ปัญหา ด้วยการทำให้แสงเป็นตัวส่งข้อมูล..

ทำให้ส่งได้เร็วกว่า และประหยัดพลังงานกว่าอย่างเทียบไม่ติด
ผู้ครอบครองเทคโนโลยี EUV และ Photonics จึงเปรียบเสมือน ผู้ถือพิมพ์เขียว และสร้างถนนเส้นหลักของโลกอนาคต

แต่การเลือกลงทุนหุ้นเทคโนโลยีรายตัวย่อมเผชิญกับความผันผวน
คำตอบของการเกาะเมกะเทรนด์นี้อย่างมั่นคงคือ กองทุนที่มัดรวมผู้เล่นระดับท็อปของโลกไว้ในพอร์ตเดียว อย่างกองทุน ETF ที่ใช้ตัวย่อว่า EUV

ไฮไลต์สำคัญของกองทุนนี้ คือการเทน้ำหนัก ไปที่บริษัทที่เป็นผู้ผูกขาดหรือกึ่งผูกขาดในห่วงโซ่อุปทาน

โดยเฉพาะบริษัทกลุ่มโฟโทนิกส์ที่เป็นหัวใจของการเชื่อมต่อ AI

หากเราลองมาดูหน้าหุ้นจะพบกับบริษัทระดับโลก เริ่มจาก

-Marvell Technology ยักษ์ใหญ่ผู้ออกแบบชิปสำหรับเครือข่ายแสง

บริษัทนี้ทำธุรกิจสร้างชิปซิลิคอนโฟโทนิกส์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการรับส่งข้อมูล เทคโนโลยีนี้ช่วยให้การส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลในยุค AI ให้มีความเสถียรและเกิดคอขวดน้อยที่สุด

-Lumentum Holdings ผู้เชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนออปติคอลและโทรคมนาคมระดับโลก

บริษัทนี้อยู่เบื้องหลังการผลิตชิ้นส่วนเครือข่ายใยแก้วนำแสงและสวิตช์แสงความเร็วสูง นวัตกรรมเหล่านี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อเครื่องเซิร์ฟเวอร์แต่ละแห่งให้สามารถส่งผ่านข้อมูลขนาดใหญ่ได้แบบไร้รอยต่อ

-Corning ผู้นำด้านกระจกและสายไฟเบอร์ออปติก

บริษัทนวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์ที่เชี่ยวชาญกระจกและเซรามิกขั้นสูง เป็นผู้ผลิตสายใยแก้นำแสงและอุปกรณ์เชื่อมต่อโครงข่ายรายใหญ่สุดในโลก เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนกระจก และเลนส์ความแม่นยำสูง สำหรับเครื่องพิมพ์ชิป และบริษัทนี้ยังผลิตกระจกนิรภัยที่อยู่บนจอสมาร์ตโฟน ชื่อ Gorilla Glass

-Ciena สมองกลควบคุมการส่งข้อมูลผ่านแสง

ผู้นำระบบเราเตอร์และสวิตช์ความเร็วแสงที่เรียกว่า WaveLogic ทำให้เปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลเป็นลำแสงความถี่สูง ยิงทะลุสายไฟเบอร์ออปติกไปได้ไกลและเร็วที่สุด และบริษัทผลิตตัวเชื่อมโครงข่าย AI Data Center ที่บริษัทต่าง ๆ ต้องใช้ เพื่อขจัดปัญหาคอขวดในการส่งผ่านข้อมูล

-Coherent ผู้นำเทคโนโลยีเลเซอร์และเทคโนโลยีโฟโทนิกส์

บริษัทนี้คือผู้นำในการผลิตอุปกรณ์ส่งสัญญาณแสงสำหรับศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะ ชิ้นส่วนของบริษัทนี้ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสง ทำให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกพูดคุยกันได้ด้วยความเร็วแสง

-Fabrinet ผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตอุปกรณ์โฟโทนิกส์ขั้นสูง

บริษัทนี้ทำธุรกิจรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนออปติคอลที่มีความซับซ้อนระดับไมครอน เปรียบเสมือนมือขวาที่ช่วยประกอบจิ๊กซอว์เทคโนโลยีแสงให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกนำไปใช้งานจริง

-ASML Holding ผู้ผูกขาดเครื่องจักรแกะสลักชิปด้วยแสงขั้นสูง

นี่คือบริษัทเดียวในโลกจากเนเธอร์แลนด์ที่สามารถผลิตเครื่องจักร EUV ขั้นสูงได้
นับเป็นผู้ผูกขาดตลาดเบ็ดเสร็จที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตชิปทั่วโลก อย่าง TSMC, Samsung ต้องกำเงินสดมาเข้าคิวรอซื้อ

-TSMC โรงงานรับจ้างผลิตชิปที่ใหญ่และล้ำหน้าที่สุดในโลก

บริษัทจากไต้หวันรายนี้ คือลูกค้ารายใหญ่สุดที่เหมาซื้อเครื่องจักร EUV ไปใช้งานมากที่สุด ทำหน้าที่เปลี่ยนแบบแปลนสมองกลขั้นสูง ให้กลายเป็นชิป AI ที่ใช้งานได้จริง หากไม่มีบริษัทนี้ นวัตกรรมล้ำยุคทั้งหมดก็คงเป็นได้แค่ภาพร่างบนกระดาษ..

แล้วทำไมเราต้องมี EUV ETF ในพอร์ต ?

-ครอบคลุมทั้งการสร้างชิปและการเชื่อมต่อ

กองทุนนี้เจาะลึกทั้งฝั่งเครื่องจักรผลิตชิปและเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ที่เป็นพระเอกของยุคนี้ นี่คือการลงทุนที่ตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานของ AI แบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างสมองกล ไปจนถึงการส่งผ่านข้อมูล

-เป็นเจ้าของธุรกิจที่มีอำนาจการผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ

อุตสาหกรรมนี้มีผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย และเทคโนโลยีแกนหลักมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้นที่ทำได้ กำแพงการเข้าสู่ตลาดสูงลิ่วจนคู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นได้ยาก

-รับโอกาสที่ซ่อนอยู่ในเมกะเทรนด์โลก

ชิปประมวลผลที่ทรงพลังที่สุด ย่อมต้องการเทคโนโลยีการผลิตและการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ล้ำหน้าที่สุด ตราบใดที่โลกยังต้องการความเร็วในการประมวลผล เทคโนโลยีแสงก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้

ในอดีตเราอาจคิดว่าขีดจำกัดของชิปคือ การทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ทำให้เล็กลง แต่ต้องทำให้ส่งข้อมูลเร็วขึ้นด้วย นวัตกรรม Photonics จึงกลายมาเป็นคำตอบสุดท้ายของปัญหานี้..

ลองจินตนาการถึงการเปลี่ยน จากถนนลูกรังที่จราจรติดขัด
ให้กลายเป็นระบบส่งสาร ด้วยความเร็วแสงที่ไม่มีทางเกิดคอขวด
นี่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงระบบเดิม แต่คือการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีโอกาสจะปลดล็อกพลังของ AI ให้ก้าวไปอีกขั้น

ซึ่งเมื่อผนวกกับ EUV ก็จะเปิดโอกาสให้เราร่วมเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก
ที่มีธุรกิจผูกขาดเป็นฉากหลัง ในรูปแบบกองทุนรวมที่ยกเว้นภาษีเป็นครั้งแรก แถมยังค่าจัดการต่ำ เพราะอยู่ในซีรีส์ X ของ WealthX..

กองทุน LHPHOTONICS ซีรีส์ X บริหารโดย LH Fund กองทุนธีมโฟโทนิกส์ กองแรกในไทย ค่าจัดการ 0.79% ค่าใช้จ่ายรวม TER 0.98% ซื้อได้ที่ WealthX

✅กองทุนแรกในไทย ลงทุนธีมโฟโทนิกส์
✅ผู้นำเทคโนโลยีแสงขั้นสูง EUV และโฟโทนิกส์
✅แก้คอขวด การส่งข้อมูลในชิป เติบโตอีกทศวรรษ
✅อยู่ในซีรีส์ X ค่าจัดการต่ำ ซื้อได้ที่ WealthX

✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ลด 10% ค่าธรรมเนียมซื้อ เฉพาะช่วง IPO
✅ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 20% ค่าธรรมเนียมซื้อ (12 มิ.ย. - 30 ก.ย. 69)

จอง IPO พร้อมกัน 12-17 มิ.ย. 69 ที่ WealthX ดาวน์โหลดแอปได้ที่ wealthx.co/getapp

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม Information Technology จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก จึงอาจเหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนเสริมของพอร์ต และไม่ควรใช้เป็นสัดส่วนหลักในพอร์ตลงทุน กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2569

1 month ago | [YT] | 111

ลงทุนแมน

กองทุน TLSPACE-X ค่าจัดการต่ำในกลุ่มธีมอวกาศ ปิดรอบเมื่อยอด IPO ครบ 200 ล้าน ซื้อได้ที่ WealthX เท่านั้น ดาวน์โหลดแอปได้ที่ www.wealthx.co/getapp
-IPO 10 ถึง 15 มิ.ย. นี้ เตรียมพบกับกองทุน Series X ทางลัดสู่ ORBX ETF รวมหุ้นผู้นำอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ กับ TLSPACE-X ค่าจัดการต่ำในกลุ่มกองทุนธีมอวกาศในไทย

✅ ค่าจัดการต่ำในกลุ่มกองทุนธีมอวกาศในไทย
✅ มีนโยบาย Fast Entry นำหุ้น SpaceX เข้ากองทุน สูงสุด 20% ของพอร์ต
✅ เน้นอุตสาหกรรมอวกาศแบบ Pure Play
✅ ยกเว้นภาษีหุ้นนอกสูงสุด 35%
✅ ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% เฉพาะช่วง IPO
✅ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50% ค่าธรรมเนียมซื้อ

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อนในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต หลายคนมองว่ามันเป็นเพียงโปรเจกต์ทางทหาร หรือแค่ของเล่นเฉพาะกลุ่มสำหรับนักวิทยาศาสตร์

แต่คนที่มองเห็นอนาคต และเลือกลงทุนในบริษัทวางสายเคเบิลใต้น้ำ หรือบริษัทสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในวันนั้น คือกลุ่มคนที่สามารถสร้างความมั่งคั่งระดับมหาศาล จากการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

และในวันนี้ ประวัติศาสตร์มีโอกาสซ้ำรอยอีกครั้ง กับอุตสาหกรรมอวกาศ
อุตสาหกรรมอวกาศน่าสนใจอย่างไร
และทำไมถึงต้องเจาะจงไปที่กองทุน ORBX ?

ลงทุนแมนจะสรุปให้เข้าใจกันง่าย ๆ ดังนี้

อวกาศคือจุดเปลี่ยนสำคัญ เปรียบได้กับการอัปเกรดสู่ยุคอินเทอร์เน็ต Broadband

-ถ้ายุคอินเทอร์เน็ตมีจุดเปลี่ยนคือความเร็วที่เพิ่มขึ้นในราคาที่ถูกลง ยุคอวกาศก็ไม่ต่างกัน..

ที่ผ่านมาการส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศมีต้นทุนที่แพงมหาศาล

แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เข้ามาทลายกำแพงต้นทุนนี้ให้ถูกลงหลายสิบเท่าตัว

สรุปง่าย ๆ ก็คือเหมือนเป็นการเปิดสวิตช์ Broadband ให้อวกาศ กลายเป็นพื้นที่ที่บริษัทเอกชนสามารถขึ้นไปทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ในอนาคตเร็ว ๆ นี้.. โลกของเราจะเข้าสู่ใช้อินเทอร์เน็ตจากอวกาศกันแพร่หลาย มันจะเกิดขึ้นในรุ่นเรา

แล้วทำไมต้อง ORBX ?

ORBX คือกองทุน ETF ที่มีเกณฑ์คัดเลือกหุ้นอิงตามดัชนี Global X Space Tech ที่มีจุดเด่นคือ

1.ต้องเป็นตัวจริงในเศรษฐกิจอวกาศ
โดย ORBX จะโฟกัสการลงทุนใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

จรวดขนส่ง
ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีอวกาศ
ดาวเทียมสื่อสาร
การสำรวจอวกาศ

2. ต้องเป็น Pure Play ด้านธุรกิจอวกาศ
บริษัทที่จะเข้ามาอยู่ในดัชนีได้ จะต้องมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอวกาศ ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจว่านี่คือการลงทุนแบบ Pure Play ไม่ใช่บริษัทที่ทำธุรกิจอวกาศเป็นแค่งานเสริม

3. สำคัญที่สุดคือการบริหารแบบ Passive ค่าจัดการต่ำ
ORBX มีค่าธรรมเนียมรวม (TER) 0.5% ต่อปี ซึ่งด้วยอัตรานี้จะต่ำกว่ากองทุน Active เช่น NASA ETF ที่อาศัยดุลยพินิจในการวิเคราะห์และปรับเปลี่ยนน้ำหนักหุ้นด้วยตัวเอง จะมีค่าธรรมเนียมต้นทางสูงถึง 0.94% ต่อปี

4. เกณฑ์ Fast Entry นำหุ้น SpaceX เข้าพอร์ตทันที ไม่ต้องรอรอบ

-ความน่าสนใจของดัชนีที่ ORBX อ้างอิง คือนโยบายที่เรียกว่า Fast Entry ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทหน้าใหม่โดยเฉพาะ

โดยปกติแล้วดัชนีจะมีการทบทวนและปรับน้ำหนักหุ้นทุกไตรมาส แต่สำหรับบริษัทที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นใหม่ผ่านการ IPO

หากบริษัทเหล่านี้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะสามารถถูกเพิ่มเข้ากองทุนแบบระหว่างรอบไตรมาสได้ทันที

ทางดัชนีจะมีการประเมินเพื่อดึงหุ้นบริษัทเข้าใหม่ในวันศุกร์สัปดาห์ที่สองและสัปดาห์ที่สี่ของทุกเดือน

เท่ากับว่า SpaceX จะถูกนำเข้ามาในพอร์ตการลงทุนเร็วสุดก็คือ ภายในปลายเดือน มิ.ย. 69 นี้..

นโยบายนี้มีประโยชน์มาก เพราะหากบริษัทเทคโนโลยีอวกาศเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง SpaceX เข้าตลาดหลักทรัพย์

กองทุนก็พร้อมดึง SpaceX เข้ามาอยู่ในพอร์ตได้ทันที ได้สัดส่วนสูงสุดถึง 20%

การลงทุนใน ORBX จึงไม่ต่างอะไรกับการได้สิทธิขึ้นขบวนรถไฟเที่ยวแรกไปพร้อมกับผู้นำการปฏิวัติอุตสาหกรรม..

ตัวอย่างบริษัทธุรกิจอวกาศอื่น ๆ ที่ ORBX เข้าลงทุน

Rocket Lab
-เปรียบเสมือนบริษัทโลจิสติกส์แห่งอวกาศ หากโลกนี้ต้องการส่งดาวเทียมขึ้นวงโคจร นี่คือบริษัทขนส่งอวกาศเบอร์ต้น ๆ ของโลก

Planet Labs
-บริษัทระดับ Big Data ที่มีเครือข่ายดาวเทียมถ่ายภาพโลกที่ใหญ่ที่สุด คอยสแกนและเก็บข้อมูลทุกตารางนิ้วบนโลกแบบวันต่อวัน เพื่อนำข้อมูลระดับพรีเมียมไปวิเคราะห์และขายให้กองทัพ รัฐบาล และภาคการเกษตร

AST SpaceMobile
-ผู้สร้างโครงข่ายโทรศัพท์มือถือผ่านดาวเทียมโดยตรง ทำธุรกิจเสาสัญญาณไร้พรมแดน ทำให้สมาร์ตโฟนธรรมดาสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แม้อยู่กลางป่าลึกหรือกลางมหาสมุทร ทลายข้อจำกัดของเสาสัญญาณบนพื้นดินไปอย่างสิ้นเชิง

Intuitive Machines
-บริษัทเอกชนที่สร้างประวัติศาสตร์ส่งยานอวกาศไปลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ และเป็นพันธมิตรสำคัญที่องค์กรระดับโลกไว้วางใจให้รับหน้าที่ขนส่งสัมภาระไปดวงจันทร์ในอนาคต

เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะเริ่มสงสัยแล้วว่า
อุตสาหกรรมนี้ใครคือคนจ่ายเงิน ?
คำตอบ ก็คือ รัฐบาลและกองทัพ..

ปัจจุบัน NASA ได้เปลี่ยนโมเดลจากการลงทุนทำเองทุกอย่าง มาเป็นการจ้างเหมาเอกชนเพื่อความคุ้มค่าที่มากกว่า

รวมถึงงบประมาณด้านความมั่นคงทางอวกาศของสหรัฐอเมริกาที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี

กลุ่มธุรกิจใน ORBX จึงเรียกได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีงบประมาณระดับชาติเป็นเบาะรองรับ

ภาพของยุคเริ่มต้นอินเทอร์เน็ต ที่ต้องพึ่งพาสายเคเบิลใต้น้ำมีแนวโน้มจะกลับมาอีกครั้ง
กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทางอวกาศในกองทุน ORBX ก็มีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นโครงข่ายแห่งอนาคต ที่จะมารองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ

แค่เปลี่ยนจากนวัตกรรมในโลก เป็นนวัตกรรมจากนอกโลก เท่านั้น..

แล้วจะลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพที่สุดได้อย่างไร ?

เตรียมพบกับกองทุน SPACE ซีรีส์ X หรือ TLSPACE-X บริหารโดย บลจ.ทาลิส
ซึ่งเป็นทางลัดสู่กองทุน ORBX กองแรกในไทย และเป็นกองทุนธีม SPACE ที่มีค่าจัดการต่ำในกลุ่มกองทุนธีมอวกาศในไทย ค่าจัดการ 0.79% ค่าใช้จ่ายรวม TER 0.98% โดยเปิดให้ซื้อที่ WealthX เท่านั้น

✅ ค่าธรรมเนียมซื้อ 0.79% ลด 10% เฉพาะช่วง IPO
✅ ซื้อ 2 ล้านบาทขึ้นไป ลด 50% ค่าธรรมเนียมซื้อ

กองทุนเปิดเสนอขาย IPO ระหว่างวันที่ 10 ถึง 15 มิถุนายน นี้
ปิดรอบเมื่อยอด IPO ครบ 200 ล้าน และรอบต่อ ๆ ไป บลจ.ทาลิสจะประกาศอีกครั้ง

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ LINE ID: @wealthx สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในตราสารต่างประเทศ กองทุนลงทุนกระจุกตัวในผู้ออกและหมวดอุตสาหกรรมในบางขณะ จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก จึงอาจเหมาะสำหรับการลงทุนในสัดส่วนเสริมของพอร์ต และไม่ควรใช้เป็นสัดส่วนหลักในพอร์ตลงทุน กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ทั้งนี้ บริษัทมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการกองทุน และอาจได้รับส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมจากการขายกองทุน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเหมาะสมและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 6 มิ.ย. 2026

1 month ago | [YT] | 52

ลงทุนแมน

🟢เปิดจอง IPO แล้ว.. กองทุนทองไทย กองแรก ลง GLDM ’ค่าจัดการ 0%‘ ไม่มีลิมิตต้นทาง-ปลายทาง ต่ำสุดในไทย ที่ WealthX ดาวน์โหลดแอปได้ที่ www.wealthx.co/getapp

กองทุนทองคำไทย กองทุนแรก ที่ลงทุน GLDM ค่าจัดการ 0% กองแรก แบบไม่มีลิมิต มาแล้ว
- กองทุนนี้เป็นรูปแบบ “SeriesX Zero ตัวแรก” ที่ซื้อได้ที่แอป WealthX เท่านั้น

✅กองทุนแรก ที่ค่าจัดการ 0% ต่อปี ซื้อได้ไม่จำกัด
✅กองทุนแรก ที่ลงทุน GLDM
(กองทุนรวมทองคำทั่วไปลงทุนใน GLD)
✅GLDM มีค่าจัดการเพียง 1 ใน 4 ของ GLD
✅เก็บทองในห้องนิรภัยระดับโลก
✅มีทองจริงผ่านการตรวจ Audit ระดับโลก
✅ยกเว้นภาษี Capital Gain สูงสุด 35%
✅ไม่เสียภาษีมรดกสหรัฐฯ สูงสุด 40%
✅ค่าธรรมเนียมซื้อลด 10% | 2 ล้านบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20%เฉพาะช่วง IPO เท่านั้น
(ซื้อ 2 ล้าน จะได้สถานะเป็น X2 ของ WealthX Prime ทันทีอีกด้วย)
IPO วันที่ 4 - 9 มิ.ย. 2569

GLDM ชื่อเต็มคือ SPDR Gold MiniShares Trust ที่ลงทุนในทองคำแท่งจริง ๆ จาก State Street บริษัทจัดการกองทุนยักษ์ใหญ่ ผู้ออกกองทุน GLD ซึ่งเป็น Gold ETF ใหญ่สุดในโลก โดยบริษัทจะเก็บรักษาทองคำของนักลงทุนไว้อย่างปลอดภัยในห้องนิรภัยระดับโลกของธนาคารผู้รับฝากทรัพย์สิน

GLDM จำง่าย ๆ M ย่อมาจาก Mini

หรือก็คือเป็นกองทุนย่อส่วนลงมาจาก GLD
แต่มีค่าธรรมเนียม 0.1% ต่อปี ถูกกว่า GLD ที่มีค่าธรรมเนียม 0.4% ต่อปี..
ทีนี้ เรามาดูกันว่าทำไม GLDM ถึงเป็นตัวเลือกการลงทุนทองคำที่ให้ความคุ้มค่ากับนักลงทุน

หากเรามาดูการลงทุนทองคำรูปแบบอื่น ที่นิยมในไทย เช่น

-ทองคำแท่ง

แม้จะจับต้องได้ อุ่นใจ

แต่เวลาซื้อก็ต้องไปที่หน้าร้านทอง โดนบวกส่วนต่างราคารับซื้อ-ขายที่กว้าง และต้องหาที่เก็บให้วุ่นวาย ถ้าเก็บไม่ดีก็เสี่ยงสูญหายหรือโดนโจรกรรมได้
-ทองออนไลน์

แม้ว่าจะสะดวก ซื้อขายง่ายผ่านแอป

แต่ถ้าเน้นซื้อขายทำกำไรบ่อย ๆ ก็ต้องระวังเรื่องการเสียภาษี
บวกกับเราก็ต้องตรวจสอบทองคำสำรอง ของบริษัทที่ให้บริการให้ดี
เราจะไว้ใจได้อย่างไร ในบริษัททองออนไลน์ที่เราซื้อว่ามีทองคำของลูกค้าอยู่จริง
-DR ทองคำ

แม้ว่าจะเทรดบนกระดานหุ้นไทยด้วยเงินบาทได้เลย

แต่ก็มีความเสี่ยงในด้านเครดิตของผู้ออกตราสาร DR บางครั้งราคาเกิดความคลาดเคลื่อน และบางช่วงที่ผันผวน Market Maker ในไทยอาจทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ ทำให้สภาพคล่องไม่เพียงพอ
-ETF ทองคำต่างประเทศ

การซื้อ GLDM ตรง แม้ว่าจะมีค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำสุด แต่เราจะไปเจอกับดักภาษี 2 ประเภท ทั้งภาษีนำเงินกลับเข้าไทยสูงสุด 35% ของกำไร และภาษีมรดกของสหรัฐฯ สูงสุด 40%

-ซื้อกองทุนรวมทองคำในไทย

ปกติแล้วจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 2 ต่อ คือเสียให้กองทุนต้นทางที่ต่างประเทศ และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมการจัดการให้กองทุนปลายทางในไทย

แต่ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมก็คือการได้รับการยกเว้นภาษีถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้นหากกองทุนรวมทองคำไทยเก็บ “ค่าจัดการที่ต่ำ” ก็จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากในการลงทุนในทองคำ

ล่าสุด มีกองทุนรวมไทย ที่ออกมาปลดล็อกทุกข้อจำกัดที่ว่ามาทั้งหมด

นั่นคือ กองทุนที่เข้าไปลงทุนใน GLDM ที่มีค่าจัดการ 0% แบบไม่มีลิมิต กองทุนนี้บริหารโดยบลจ. วรรณ ชื่อว่า “ONE-GOLD-X-UH”

โดยความน่าสนใจของกองทุนนี้ สรุปให้ฟังง่าย ๆ คือ

-เป็นกองทุนรวมทองคำไทย กองแรก ที่เลือกลงทุนใน GLDM เป็นกองทุนหลัก

GLDM มีค่าธรรมเนียมต้นทางต่ำ 0.1% ต่อปี
(กองทุนรวมไทยอื่นฟีดลง GLD ที่มีค่าจัดการ 0.4% ต่อปี)

-ค่าจัดการฝั่งไทย 0% ต่อปี

อ่านไม่ผิด ค่าจัดการปลายทางในไทย คือ 0%
และเมื่อไปดู TER หรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่านายทะเบียน ค่าทรัสตี จะเท่ากับ 0.35% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ WealthX ไม่ได้อะไรเลย เพราะค่าจัดการกองทุนนี้ 0% เรียกได้ว่ากองทุนนี้มีเพื่อตอบแทนลูกค้าของ WealthX ที่ให้ความไว้วางใจมาถึงจุดนี้

โดยกองทุนนี้จะมีค่าธรรมเนียมการซื้อและขายครั้งละ 0.2% ซึ่งรูปแบบนี้จะคล้ายการเสียค่าคอมมิชชันการซื้อขายหุ้นนั่นเอง

และใครเป็น WealthX Prime จะได้รีเบตค่าธรรมเนียมซื้อได้ตามระดับ Prime ของตนเองอีกด้วย*

IPO วันที่ 4 - 9 มิ.ย. 2569

โปรโมชัน IPO ถ้าจองซื้อช่วง IPO ได้ส่วนลดค่าธรรมเนียมซื้อ 10% | 2 ล้านบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียมซื้อลด 20%
ในยุคที่ทุกอย่างมีความไม่แน่นอน
ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อกำลังเร่งตัว

ใครที่กำลังมองหาสินทรัพย์อย่างทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตลงทุน
กองทุนนี้อาจช่วยให้เรามั่นใจในความคุ้มค่ายิ่งขึ้น ในแบบที่ซื้อได้ที่แอป WealthX เท่านั้น..
ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บล.เวลท์เอกซ์ 02-6669477 LINE ID: @wealthx
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์

คำเตือน: กองทุนมีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุน ในตราสารต่างประเทศ กองทุนรวมนี้มีลักษณะเฉพาะและความเสี่ยงเฉพาะ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน

*ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

จัดทำขึ้น ณ วันที่ 29 พ.ค. 2569

1 month ago | [YT] | 87