📌 อว. เปิดตัว Medical AI Data Platform ขับเคลื่อน AI สู่การแพทย์ . AI เข้ามามีส่วนช่วยในการลดภาระให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในหลายด้าน อย่างการวินิจฉัยโรค ซึ่ง AI สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ . กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ AI ในภาคสาธารณสุขเพื่อยกระดับบริการสุขภาพ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์อย่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” มีเป้าหมายเพื่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศ . ● Medical AI Data Platform คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง ? . นอกจากจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลภาพทางการแพทย์แล้ว แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีเครื่องมือที่พัฒนาโดย สวทช. ช่วยให้แพทย์ และนักวิจัยพัฒนาโมเดล AI ได้จริง และแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ . Data Management จัดเก็บ และกำกับข้อมูลภาพทางการแพทย์อย่างปลอดภัย AI Modeling ฝึกสอน และพัฒนาโมเดล AI ผ่านแพลตฟอร์ม NomadML ที่ช่วยให้นักวิจัยและแพทย์ฝึก AI ให้วินิจฉัยโรคต่างๆได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเขียนโค้ดที่ซับซ้อน AI Service Deployment นำ AI ที่ผ่านการพัฒนาแล้วไปใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ อย่าง National AI Service Platform เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง . ปัจจุบัน Medical AI Data Platform สามารถรวบรวมภาพทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุมโรคสำคัญ 8 กลุ่ม เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม เบาหวานขึ้นจอประสาทตา และหลอดเลือดสมอง พร้อมต้นแบบโมเดล AI 2 บริการ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระงานแพทย์ และเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย . และมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับ Medical AI Consortium ซึ่งประกอบด้วย 6 สถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ ม.มหิดล จุฬาฯ ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และวชิรพยาบาล . สวทช. และพันธมิตรเชื่อมั่นว่า แพลตฟอร์มนี้จะไม่ใช่แค่แหล่งรวมข้อมูลขนาดใหญ่ แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่จะสามารถนำมาใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้า และเข้าถึงคนทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น . #อว#สวทช#AI#Healthtech#Localtech#TechMovement#MoveForBetterTH#DigitalMovewithTechMovement
TECH MOVEMENT
📌 AI ตรวจจับมะเร็งปอด กับโอกาสรอดที่เพิ่มขึ้น ?
.
จากข้อมูลปี 67 พบว่า คนไทยตรวจพบมะเร็งปอดมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับและท่อน้ำดี โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ถึง 17,222 คน หรือเฉลี่ยวันละ 48 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 40 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง
.
โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์เมื่อมีอาการ หรือพบความผิดปกติ แต่ในขณะเดียวกัน มะเร็งปอดสามารถรักษาให้หายได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น และรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปอด จะใช้การ X-ray คอมพิวเตอร์แบบปริมาณรังสีต่ำ (Low Dose CT : LDCT) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเข้าถึงยากในบางพื้นที่
.
ล่าสุด บริษัท แอสตร้าเซเนก้า(ผู้ผลิตยารายใหญ่) ร่วมมือกับ Qure.ai พัฒนานวัตกรรมที่ชื่อว่า “qXR-LNMS” ซึ่งเป็นการนำ AI มาช่วยในการวิเคราะห์ภาพถ่าย X-ray ทรวงอก ให้สามารถตรวจพบสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งปอดได้อย่างแม่นยำ
● AI ตรวจหามะเร็งปอดได้จริง ?
.
qXR-LNMS จะฝึกฝนด้วยระบบ AI ให้เรียนรู้ และจดจำลักษณะที่น่าสงสัยในภาพ X-ray ทรวงอก ที่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็งปอด รวมถึงให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลักษณะของก้อนเนื้อ เพื่อช่วยแพทย์ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
.
ซึ่งการใช้ AI ร่วมกับการ X-ray ทรวงอกแบบธรรมดา เป็นทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่ต่ำกว่า แบบ LDCT ทำให้นำไปใช้คัดกรองเบื้องต้นได้มากจากเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
.
โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพของ AI ตัวนี้ ใน 5 ประเทศ แล้วอย่าง อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี กับผู้ร่วมทดสอบกว่า 500 คน ซึ่งพบว่า AI นี้มีความแม่นยำในการตรวจพบผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรค สูงกว่ามาตรฐานถึง 20% และความแม่นยำในการยืนยันว่าไม่พบความเสี่ยง ก็สูงกว่ามาตรฐานถึง 70% อีกด้วย
.
ปัจจุบัน บริษัท แอสตร้าเซเนก้า ประเทศไทย ได้นำนวัตกรรมนี้เข้ามาใช้งานตั้งแต่ปี 65 โดยใช้ในโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ โรงพยาบาลหลวงพ่อทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร อุทิศ โรงพยาบาลลาดกระบังกรุงเทพมหานคร และหน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่สำนักอนามัย เป็นต้น ซึ่งดำเนินการตรวจวัดไปแล้วกว่า 5 แสนคน พร้อมตั้งเป้าใช้ AI นี้ตรวจคัดกรองผู้ป่วยให้ได้กว่า 1 ล้านคนภายในปี 69
.
การนำ AI เข้ามาช่วยคัดกรองมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น จะส่งเสริมให้เกิดการวินิจฉัยโรคได้รวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงง่ายขึ้น ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ห่างไกล ให้สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น
.
#qXRLNMS #มะเร็งปอด #AI #Healthtech #Globaltech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 3
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 พลังแห่ง AI ปฏิวัติ 5 อุตสาหกรรมไทยในยุคดิจิทัล
.
ปัจจุบันการแข่งขันทางเทคโนโลยีดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งในไทยมีการนำเทคโนโลยีมาต่อยอด และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม “5 อุตสาหกรรมน่าสนใจ” ที่นำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น
.
● เกษตรกรรม (Agriculture)
ช่วยวิเคราะห์ และคาดการณ์ต่าง ๆ เช่น โดรนถ่ายภาพ และวิเคราะห์สุขภาพพืช การพยากรณ์ผลผลิต และสภาพอากาศ ระบบควบคุมน้ำและปุ๋ยอัจฉริยะ รวมถึงการตรวจจับโรคและศัตรูพืช ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และวางแผนการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
.
● การผลิต (Manufacturing)
การวิเคราะห์ คาดการณ์ข้อมูลต่าง ๆ ภายในโรงงาน หรือผลิตภัณฑ์ ด้วยระบบประมวลผลของ AI ที่สามารถวิเคราะห์คุณภาพการผลิต การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า หรือตลาด (Demand Forecasting) และ คาดการณ์การชำรุดของเครื่องจักรก่อนเกิดความเสียหาย (Predictive Maintenance)
.
อีกทั้งยังสามารถสร้างแบบจำลองการทำงานของกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ทำให้รู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าควรปรับปรุงส่วนใด และหาสิ่งที่เหมาะสมกับการผลิต ลดความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเทคโนโลยีที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมการผลิต
.
● การแพทย์ (Medical)
ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการวินิจฉัยโรคผ่านการประมวลผลภาพ เช่น CT scan และ MRI รวมทั้งช่วยคิดค้นยา และวัคซีน ผ่านการเรียนรู้ของระบบ AI ที่ช่วยวางแผนการรักษา ส่งผลช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยลดเวลา และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ได้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้มี “Medical AI Data Sharing Platform” ที่บริหารจัดการข้อมูลเปิดสำหรับ AI ด้านการแพทย์ จากความร่วมมือภาคีเครือข่ายปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (Medical AI Consortium)
.
● การเงิน (Finance)
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และความปลอดภัยด้วยระบบตรวจจับการฉ้อโกงทางการเงินที่มีความแม่นยำ การวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อแบบอัตโนมัติ การให้บริการลูกค้าผ่านแชตบอตตลอด 24 ชั่วโมง และคาดการณ์แนวโน้มการลงทุน
.
● การท่องเที่ยว (Tourism)
AI สามารถแนะนำการท่องเที่ยว การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การจัดการข้อมูล และความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างแม่นยำ รวมถึงอย่างการใช้ระบบ Self Check-in หรือการตรวจคนเข้าเมืองในสนามบินผ่านการสแกนใบหน้า (Facial Recognition) การใช้คำสั่งเสียงเพื่อให้ AI ช่วยตอบสนองกับการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในโรงแรม ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
.
AI ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติอย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการลงทุน และพัฒนา AI อย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ช่วยนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต
.
#AI #Industry #Agriculture #Manufecturing #Medical #Finance #Tourism #Localtech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 เตือนภัย ! มัลแวร์ Android ตัวใหม่ขโมยข้อมูลบัตรเครดิตผ่าน NFC
.
Cleafy บริษัทรักษาความปลอดภัยด้านคอมพิวเตอร์ ออกมาเตือนผู้ใช้งาน Android หลังตรวจพบ “SuperCardX” ที่แฝงมาในรูปแบบ “แอปฯปลอมในระบบ” ภัยคุกคามใหม่ ที่ใช้ขโมยข้อมูลบัตรเครดิตจากเหยื่อ ซึ่งล่าสุด พบการใช้งานมัลแวร์นี้แล้วในอิตาลี
.
● SuperCardX คืออะไร ขโมยข้อมูลจากเหยื่อได้อย่างไร ?
.
เป็นมัลแวร์รูปแบบบริการ (Malware-as-a-Service หรือ MaaS) ที่เจาะระบบและขโมยข้อมูลผ่าน NFC (Near Field Communication) เพื่อนำไปกดเงินผ่านตู้ ATM และเครื่องรูดบัตร (POS) โดยใช้ข้อมูลของเหยื่อที่ถูกขโมยมา ซึ่ง SuperCardX จะอยู่ในระบบ Android และยังได้รับโฆษณาผ่าน Telegram อีกด้วย
.
การขโมยข้อมูล เริ่มจากการส่งข้อความ SMS หรือ WhatsApp หลอกว่าเป็นธนาคาร พร้อมแจ้งว่าพบธุรกรรมผิดปกติ เมื่อเหยื่อติดต่อกลับ มิจฉาชีพจะเเอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วหลอกให้เหยื่อเปิดเผยเลขบัตร รหัส PIN พร้อมโน้มน้าวให้ยกเลิกวงเงินผ่านแอป และหลอกให้ติดตั้งแอป "Reader" ที่อ้างว่าใช้ยืนยันตัวตน แต่ความจริง คือแอปอันตรายที่ฝังมัลแวร์ “SuperCard X”
.
หลังติดตั้งแล้ว แอปจะขอสิทธิ์เข้าถึง NFC ซึ่งต่างจากแอปดูดเงินทั่วไป ที่มักขอสิทธิ์แปลกๆ ซึ่งหลังเหยื่อนำบัตรแตะโทรศัพท์เพื่อยืนยันตัวตนแล้ว แอปจะอ่านข้อมูลชิปบัตร แล้วใช้อีกแอปชื่อ Tapper บนอุปกรณ์ Android เพื่อจำลองบัตรของเหยื่อนั่นเอง
.
● ทำไม “SuperCardX” ถึงรอดจากระบบตรวจสอบความปลอดภัยของ Android ?
.
มัลแวร์นี้ ใช้วิธีเลี่ยงการตรวจจับ โดยการไม่ขอสิทธิ์เข้าถึงที่ดูน่าสงสัย จึงไม่ถูกตรวจจับจากระบบป้องกันไวรัส และยังใช้การจำลองบัตรแบบ ATR (Answer to Reset) เพื่อให้บัตรปลอมเหมือนของจริง ที่ใช้ระบบ mutual TLS (mTLS) ล็อคข้อมูลที่สื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม ทำให้เจ้าหน้าที่ หรือนักวิจัย อ่านข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้
.
● จะมีการรับมือกับภัยคุกคามนี้ได้อย่างไร ?
.
ผู้ใช้งานต้องระมัดระวังการคลิกลิงก์ที่น่าสงสัย หรือการเปิดเผยข้อมูลสำคัญใดๆ ผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ด้านผู้พัฒนาระบบ Android อย่าง Google เองก็ได้ออกมายืนยันว่าขณะนี้ยังไม่พบแอปที่มีมัลแวร์ SuperCard X บน Google Play และผู้ใช้ Android ที่เปิดใช้งาน Google Play Protect จะได้รับการป้องกันโดยอัตโนมัติ
.
อย่างไรก็ตาม SuperCardX ถือเป็นการยกระดับการโจมตีของแฮกเกอร์ไปอีกขั้น เป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของผู้พัฒนาระบบ ที่จะต้องพัฒนาความปลอดภัยของระบบ เพื่อรับมือกับแฮ็กเกอร์แบบใหม่ในอนาคตเช่นกัน
.
#Android #SuperCardX #Cleafy #Globaltech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 Data Center ทางเลือกใหม่ของการลงทุนในยุคดิจิทัล
.
เมื่อเทรนด์เทคโนโลยีเติบโตแบบไม่หยุดนิ่ง “อสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล” จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกของการลงทุนที่มาแรง และน่าจับตามอง เพราะมีข้อแตกต่างจากการลงทุนแบบเดิม ๆ ที่มีโอกาสในการเติบโตสูงกว่า เมื่อเทียบกับการลุงทุนแบบฝากประจำ
.
โดยปกติแล้ว เราจะคุ้นชินกับการลงทุนแบบฝากประจำที่ให้ผลกำไร เป็นดอกเบี้ยโดยคิดเปอร์เซ็นต์จากเงินต้นที่ฝากเอาไว้ และผู้ที่ฝากประจำจะรู้ดีว่า ดอกเบี้ยจะได้รับตามเงื่อนไขการฝากเท่านั้น เช่น ฝากประจำ 3 เดือน ,6 เดือน, 12 เดือน และสูงสุด อยู่ที่ 24 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1-3% ต่อปี ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแต่หากลองคิดเล่นๆว่า ถ้าเราลงทุนกับหุ้นที่ได้เงินปันผลทุกเดือน ในหนึ่งปีคงมีกำไรจากการลงทุนนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบลงทุนแบบมั่นคงในระยะยาว
.
“การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล” หรือการลงทุนใน REIT มีแนวโน้มของการเติบโตแบบมั่นคง และขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากความต้องการใช้ Cloud, AI หรือการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ส่งผลให้ Data Center กลายเป็นหัวใจหลักในการจัดเก็บข้อมูล และประมวลข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ
.
ปัจจุบันมีการลงทุนใน REIT ในไทยแล้วอย่าง INET Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust : INETREIT หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไอเน็ต มี Data Center เป็นสินทรัพย์ในการลงทุน ที่สร้างรายได้จากค่าเช่า ทำให้มีรายรับที่สม่ำเสมอ
.
ซึ่งหากเทียบกับดอกเบี้ยการฝากประจำแล้ว การลงทุนใน REIT นั้นอาจให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่า เนื่องจาก INETREIT ลงทุนใน Data Center ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่หากมีข้อมูลไหลเวียนมากขึ้น ความต้องการพื้นที่จัดเก็บก็ยิ่งสูงตามมา นั่นหมายถึงรายได้จาก “ค่าเช่า” จะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 2% อีกทั้งยังมีการจ่ายปันผลในรูปแบบรายเดือนเป็นรายแรก โดยนับตั้งแต่จัดตั้งกองมาได้มีการจ่ายปันผลเฉลี่ยแล้วสูงสุดถึง 8 % ต่อปี
.
ปัจจุบัน INETREIT มีผู้เช่ารายหลัก คือ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ที่ให้บริการ Cloud และ Digital Platform สัญชาติไทย โดยมีรายได้รวมมากกว่า 2,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ย 20% ทุกปี ซึ่งมูลค่าตลาดของดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยนั้น ถูกคาดการณ์ว่ามีโอกาสเติบโตในอัตราเฉลี่ยสะสม 24% ต่อปี และ Public Cloud 29% ปี จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดชี้ให้เห็นแล้วว่า การลงทุนนี้จะมีความมั่นคงในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
.
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาการลงทุนใหม่ที่เติบโตพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
.
#การลงทุน #อสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล #INET #INETREIT #Localtech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 อว. เปิดตัว Medical AI Data Platform ขับเคลื่อน AI สู่การแพทย์
.
AI เข้ามามีส่วนช่วยในการลดภาระให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในหลายด้าน อย่างการวินิจฉัยโรค ซึ่ง AI สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ รวมถึงช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
.
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ AI ในภาคสาธารณสุขเพื่อยกระดับบริการสุขภาพ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางการแพทย์อย่าง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “แพลตฟอร์มข้อมูลกลางทางการแพทย์ (Medical AI Data Platform)” มีเป้าหมายเพื่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ทางการแพทย์ของประเทศ
.
● Medical AI Data Platform คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง ?
.
นอกจากจะเป็นแหล่งรวมข้อมูลภาพทางการแพทย์แล้ว แพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีเครื่องมือที่พัฒนาโดย สวทช. ช่วยให้แพทย์ และนักวิจัยพัฒนาโมเดล AI ได้จริง และแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ
.
Data Management จัดเก็บ และกำกับข้อมูลภาพทางการแพทย์อย่างปลอดภัย
AI Modeling ฝึกสอน และพัฒนาโมเดล AI ผ่านแพลตฟอร์ม NomadML ที่ช่วยให้นักวิจัยและแพทย์ฝึก AI ให้วินิจฉัยโรคต่างๆได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องเขียนโค้ดที่ซับซ้อน
AI Service Deployment นำ AI ที่ผ่านการพัฒนาแล้วไปใช้งานจริงในระบบบริการสุขภาพ อย่าง National AI Service Platform เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง
.
ปัจจุบัน Medical AI Data Platform สามารถรวบรวมภาพทางการแพทย์แล้วกว่า 2.2 ล้านภาพ ครอบคลุมโรคสำคัญ 8 กลุ่ม เช่น โรคทรวงอก มะเร็งเต้านม เบาหวานขึ้นจอประสาทตา และหลอดเลือดสมอง พร้อมต้นแบบโมเดล AI 2 บริการ ที่ช่วยแบ่งเบาภาระงานแพทย์ และเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย
.
และมีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับ Medical AI Consortium ซึ่งประกอบด้วย 6 สถาบันการแพทย์ชั้นนำของประเทศ ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ ม.มหิดล จุฬาฯ ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และวชิรพยาบาล
.
สวทช. และพันธมิตรเชื่อมั่นว่า แพลตฟอร์มนี้จะไม่ใช่แค่แหล่งรวมข้อมูลขนาดใหญ่ แต่จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เร่งรัดการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่จะสามารถนำมาใช้งานจริง เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยให้ก้าวหน้า และเข้าถึงคนทุกกลุ่มมากยิ่งขึ้น
.
#อว #สวทช #AI #Healthtech #Localtech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 ไทยผนึก AI กับเกม สร้างหุ่นยนต์กายภาพบำบัดอัจฉริยะ
.
ประเทศไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบเมื่อปี 67 ที่ผ่านมา โดยพบว่า 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรไทย มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือนับเป็น 13 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน
.
ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบจากภาวะเสื่อมของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ อย่าง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS – Amyotrophic Lateral Sclerosis) และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงไมแอสทีเนียเกรวิส (MG – Myasthenia Gravis) ที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด
.
การกายภาพบำบัด จึงสำคัญมากในการช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานได้นานขึ้น แต่ปัญหาคือ ผู้ป่วยหลายคนทำกายภาพต่อเนื่องไม่ได้ เพราะร่างกายและสภาพจิตใจที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้การฟื้นฟูไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร รวมถึงเบื่อกับวิธีการกายภาพแบบเดิมๆ
.
● เป็นไปได้แค่ไหนที่ AI กับ เกม อาจเป็นผู้ช่วยกายภาพผู้ป่วยได้ ?
.
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มองเห็นปัญหานี้ จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ทำการวิจัย และพัฒนา
“หุ่นยนต์ต้นแบบช่วยกายภาพบำบัดผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณขาโดยใช้ AI และเกม”
.
มาพร้อมอุปกรณ์กายภาพบำบัดที่สามารถปรับให้เข้ากับรูปร่างของผู้ป่วยแต่ละคนได้ โดยจำลองระบบเกมที่มีสถานการณ์ใช้การขยับขาควบคุมภารกิจ ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุและผู้ป่วย เช่น ขนาดตัวอักษร หน้าจอแสดงผล รูปแบบการโต้ตอบ การวางปุ่ม และระบบให้คะแนนที่ชัดเจนเพื่อให้เห็นพัฒนาการของผู้ใช้งาน
.
โดยใช้ระบบ AI ในการติดตาม วิเคราะห์ และปรับความยากง่ายของเกมให้เข้ากับการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละคน ทำให้การทำกายภาพประเมินผลได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
ผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัลจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ ประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นวิจัยที่นำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับโจทย์ทางสุขภาพ และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอด รวมถึงตอบสนองต่อนโยบายด้านสาธารณสุขในสังคมผู้สูงอายุของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ซึ่งมีแผนที่จะพัฒนาอุปกรณ์ และระบบเกมให้ปรับใช้กับผู้ป่วยกลุ่มอื่น ๆ เช่น ผู้ที่มีภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัด ที่ต้องการฟื้นฟูการเคลื่อนไหว โดยในอนาคตจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อดำเนินการผลิตต้นแบบให้สามารถใช้จริงได้ในวงกว้าง
.
นับเป็นการขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมสุขภาพ ที่ช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้อย่างตรงจุด มีการออกแบบให้เหมาะกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ รวมถึงยังเตรียมวางแผนขยายการใช้งานสู่กลุ่มผู้ป่วยอื่น ๆ เพื่อผลักดันสู่การใช้จริงร่วมกับภาครัฐและเอกชนในอนาคตอีกด้วย
.
#มจธ #AI #กายภาพบำบัด #Healthtech #Localtech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 ขสมก. เปลี่ยนรถร้อนเป็นพลังงานสะอาด ลดมลพิษในเมือง
.
ขสมก. เผยความคืบหน้าโครงการเช่ารถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) จำนวน 1,520 คัน วงเงิน 15,355 ล้านบาท ระยะเวลาเช่า 7 ปี
.
โดยดำเนินงานจัดหารถ EV ครั้งนี้ เพื่อหวังปรับทิศทางจากการใช้รถโดยสารธรรมดา (รถร้อน) เปลี่ยนมาใช้รถโดยสารที่ใช้พลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานและเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ที่สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย อย่างต้นทุนเชื้อเพลิง การซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการรถเมล์แบบเก่าได้อีกด้วย
.
คาดเริ่มทยอยรับรถล็อตแรก 500 คัน ภายในปี 68 และจะทยอยมอบรถครบทั้งหมดจำนวน 1,520 คัน ภายในปี 69 สำหรับแผนการทดแทนรถเมล์ร้อน ยังต้องรอความชัดเจนของการจัดหารถเมล์รูปแบบใหม่ แม้ว่ารถเมล์ร้อนบางคันยังสามารถใช้งานได้ แต่อาจปรับเปลี่ยนไปเป็นรถสำรองสำหรับการเช่าเหมาคันแทน
.
ขสมก. มุ่งมั่นเดินหน้า ตามนโยบายภาครัฐในการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2572 จะลดสัดส่วนรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลง 60% จากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 2,300 คัน ผ่านโครงการจัดซื้อรถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าคาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และถูกกว่าการใช้น้ำมันถึง 3 เท่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งต้นทุนเชื้อเพลิง และค่าบำรุงรักษา
.
ปัจจุบัน ขสมก. มีรถทั้งหมด 2,884 คัน แบ่งเป็นรถร้อน 1,520 คัน และรถแอร์ 1,364 คัน นอกจากการจัดหารถเมล์ EV แล้ว ขสมก.ยังเร่งบริหารจัดการเดินรถให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางจริง ปรับเส้นทางให้เชื่อมต่อศูนย์กลางการจราจร และวางแผนกำหนดช่วงเวลาเดินรถให้เหมาะสม เพื่อลดการใช้น้ำมัน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของระบบขนส่งมวลชนพลังงานสะอาดในกรุงเทพ ฯ ได้ในอนาคต
.
#ขสมก #รถเมล์ไทย #รถEV #พลังงานสะอาด #CleanEnergy #Sustainability #Localtech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 พบบั๊กอันตรายบน SSL.com หลังออกใบรับรองเอง ไม่ผ่านเจ้าของโดเมน
.
ลองคิดว่า ถ้าคุณกำลังเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่หน้าตาเหมือน Gmail ทุกอย่าง แต่จริง ๆ แล้วเบื้องหลังเว็บไซต์นี้ คือถูกปลอมแปลงขึ้นมา แต่ดันมีใบรับรอง SSL ถูกต้องจาก SSL.com ซะอย่างนั้น แบบนี้ต่อให้เป็นผู้ใช้งานที่ระวังก็อาจถูกกลลวงมิจฉาชีพได้ง่าย ๆ
.
ล่าสุด มีข่าวช็อกวงการเว็บ เมื่อพบว่า SSL.com หนึ่งในผู้ให้บริการใบรับรอง SSL รายใหญ่ของโลก กลับมีบั๊กบนระบบ ที่อาจเปิดทางให้ “แฮกเกอร์” ออกใบรับรอง SSL ให้โดเมนใดก็ได้ แม้ไม่ใช่เจ้าของก็ตาม สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้อย่างมาก
.
● เพราะอะไรบั๊กนี้ถึงน่ากังวล และทำลายความเชื่อมั่นขององค์กรระดับโลก ?
.
เรื่องนี้เริ่มต้นจาก ผู้ใช้งานรายหนึ่ง ที่ใช้ชื่อบัญชีว่า “Sec Reporter” บนแพลตฟอร์ม Bugzilla ของ Mozilla ได้พบช่องโหว่อันตรายในระบบของ SSL.com จากการใช้กระบวนการยืนยันตัวตนเจ้าของโดเมน ผ่านวิธีที่เรียกว่า “email to DNS TXT” ซึ่งปกติแล้วเจ้าของโดเมนจะประกาศอีเมลของตนเองไว้ใน DNS (ในรูปแบบของ TXT record) เพื่อให้ระบบ SSL ตรวจสอบได้ว่าอีเมลนั้นเป็นของเจ้าของโดเมนจริง ๆ
.
แต่ความผิดพลาดครั้งนี้คือ SSL.com กลับออกใบรับรองของโดเมนในอีเมลแทน แทนที่จะเป็นโดเมนที่ประกาศอีเมลไว้ โดยยกตัวอย่าง คือ หากมีการประกาศอีเมล someone@gmail.com ใน DNS ของเว็บไซต์หนึ่ง แต่ทาง SSL.com กลับออกใบรับรองให้ gmail.com แทน ทั้งที่ gmail.com ไม่ได้ร้องขออะไรเลย
.
หมายความว่า ใครก็ตามที่มีอีเมลฟรี เช่น Gmail หรือ Yahoo ก็อาจออกใบรับรองปลอมในนามของโดเมนเหล่านั้นได้ และอาจถูกนำไปใช้ในการแฮก หรือหลอกลวงผู้ใช้งาน โดยเฉพาะการดักฟังการสื่อสาร หรือการปลอมเว็บไซต์เพื่อขโมยข้อมูลผู้ใช้นั่นเอง นอกจากนี้ เจ้าของเว็บไซต์ก็ควรระวังอยู่เสมอ เช่น เมื่อใบรับรอง SSL หมดอายุ ควรรีบต่อทันที เพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานให้ปลอดภัย
.
โดยหลังช่องโหว่นี้ถูกเปิดเผยทาง SSL.com ได้ดำเนินการปิดระบบยืนยันแบบ email to DNS TXT ทันที และไม่มีการประกาศแจ้งรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม
.
แม้ SSL.com จะแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่เรื่องนี้สะท้อนว่า แม้ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “รักษาความปลอดภัย” เอง ก็ยังมีจุดอ่อนที่ไม่ควรมองข้าม การเข้าใจระบบเบื้องหลังแม้เพียงเล็กน้อย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ อาจช่วยลดความเสียหายจากภัยทางไซเบอร์ืได้ของผู้ใช้ได้มากขึ้น
.
#SSL #Website #Cybersecurity #Domain #เว็บไซต์ #มิจฉาชีพ #Globaltech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 ระบบเทรดหุ้นญี่ปุ่นระทึก หลังแฮกเกอร์โจมตี สูญเงินกว่า 700 ล้านดอลล์
.
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินข่าวแฮกเกอร์เจาะระบบบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อเรียกค่าไถ่ข้อมูล หรือส่งลิงก์ปลอมหลอกให้คนคลิกกรอกข้อมูลสำคัญบ้างแตกต่างกันไป
.
ล่าสุด สำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) เผยว่า ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบบซื้อขายหุ้นออนไลน์ของประเทศถูกเจาะแล้วกว่า 1,454 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 1 แสนล้านเยน หรือราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
.
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ช่วง 16 วันแรกของเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว พบการซื้อขายที่ไม่ได้รับอนุญาตมากถึง
736 ครั้ง มากกว่าเดือนมีนาคมที่มีจำนวน 685 ครั้ง เดือนกุมภาพันธ์ที่มีเพียง 33 ครั้ง สะท้อนว่าปัญหานี้กำลังลุกลามรวดเร็ว
.
ซึ่งกลุ่มมิจฉาชีพได้ใช้การโจมตีแบบ Phishing หรือการหลอกล่อให้ผู้ใช้งานกรอกข้อมูลสำคัญผ่านเว็บไซต์ปลอมที่หน้าตาเหมือนของจริง เมื่อแฮกเกอร์ได้ข้อมูลแล้ว ก็จะเข้าไปขายหุ้น หรือผลิตภัณฑ์การเงิน จากบัญชีเหยื่อ ก่อนจะนำเงินไปซื้อหุ้นของบริษัทจีน เพื่อดันราคาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ แล้วขายออกตอนราคาพุ่งขึ้น หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “ปั่นหุ้น” นั่นเอง
.
เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งนักลงทุนและบริษัทโบรกเกอร์ต่างกังวล เพราะไม่รู้ว่าการแฮกครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือใครจะตกเป็นเหยื่อรายต่อไป ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง
.
หลายบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบ เรียกร้องให้โบรกเกอร์ยกระดับมาตรการ การยืนยันตัวตนของลูกค้า ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความปลอดภัยก็ควรตามให้ทันด้วยเช่นกัน
.
ส่วนฝั่งผู้ใช้งานสามารถใช้วิธีป้องกันขั้นตอน ที่ควรทำทันทีคือ การเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน (Multi-Factor Authentication) และตรวจสอบลิงก์ทุกครั้งก่อนคลิกเข้าใช้งาน จะช่วยลดความเสี่ยงได้มากจากเดิม
.
เรื่องนี้เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะทำให้เราใช้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่ก็อาจกลายเป็นภัยทางไซเบอร์ที่เราเองไม่ทันได้ระวัง ความรอบคอบของผู้ใช้จึงเป็นเหมือน “เกราะป้องกันขั้นต้น” ที่ช่วยรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ได้มากที่สุด
.
#FSA #Japan #broker #Investtech #ญี่ปุ่น #หุ้น #การลงทุน #Cybersecurity #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
TECH MOVEMENT
📌 K-EQSAN ศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างต้านแผ่นดินไหวที่แรกในไทย
.
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศเปิดตัว ศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างรับแรงแผ่นดินไหว (KMITL Earthquake Structural Analysis Nexus หรือ K-EQSAN) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัย และวิเคราะห์โครงสร้างอาคาร เพื่อยกระดับมาตราฐานความปลอดภัยของอาคารทั่วประเทศ
.
แม้ไทยไม่ค่อยมีเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ขนาด 8.2 แมกนิจูด ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง และส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย ทำให้เกิดรอยร้าว ที่อาจกระตุ้นการพังทลายของอาคารได้สูง
.
ศูนย์ K-EQSAN ไม่เพียงมีนักวิชาการด้านวิศวกรรมโยธาที่เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์โครงสร้างอาคารเท่านั้น แต่ยังสามารถตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างอาคารที่มีอยู่เดิม พร้อมให้คำแนะนำด้านการออกแบบอาคารใหม่ให้สามารถรับแรงแผ่นดินไหว รวมถึงเสนอแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่าเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ
.
ซึ่งนวัตกรรมของการออกแบบโครงสร้างอาคารที่สามารถรับมือกับแผ่นดินไหวได้ คือ ความเหนียว (Ductility) เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้โครงสร้างอาคารสามารถดูดซับพลังงาน และเปลี่ยนรูปได้โดยที่ไม่พังทลายทันที ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมหลายประเภทที่สามารถช่วยเพิ่มความเหนียวให้กับโครงสร้างอาคารได้ ยกตัวอย่างเช่น
.
1.การเสริมเหล็กปลอกในเสาและคาน เพื่อช่วยเพิ่มความเหนียว ในการรั้งไม่ให้อาคารพังทลายในทันที
2.การติดตั้ง “Dampers” เพื่อช่วยสลายพลังงาน และสามารถรับแรงกระแทกจากแรงสั่นสะเทือน
3.การใช้ “Isolator” เป็นระบบแยกฐานกับอาคาร สามารถช่วยควบคุมแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
.
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถลดความรุนแรงลงได้ แต่วัสดุที่นำมาใช้มีต้นทุนสูงและจำเป็นต้องวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางสจล. ได้ผลักดัน และพัฒนา ชิ้นส่วนสลายพลังงานจากแรงเสียดทาน (Friction Dampers) และ ชิ้นส่วนเสริมกำลังโครงสร้างอาคาร (Fiber Jacketing) ให้มีการผลิตจากวัสดุภายในประเทศเอง และทำให้มีราคาที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ยังใกล้เคียงกับวัสดุของต่างประเทศ
.
K-EQSAN ถือเป็นโครงการสำคัญ ที่เข้ามามีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารในไทย ที่ไม่เพียงช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน แต่ยังแสดงให้เห็นว่าหลายหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะภัยธรรมชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การเตรียมพร้อมเพื่อป้องกัน ย่อมดีกว่าการแก้ไขหลังเกิดความเสียหาย
.
#KMITL #KEQSAN #สจล #ศูนย์วิเคราะห์โครงสร้างแผ่นดินไหว #Disaster #Earthquake #Localtech #TechMovement #MoveForBetterTH #DigitalMovewithTechMovement
1 year ago | [YT] | 0
View 0 replies
Load more