สรุปเรื่องเงินให้สนุก ง่าย ได้ประโยชน์

📍 พูดคุย สอบถามความรู้ แชร์ประสบการณ์
👉 ทัก Inbox ได้เลย

📍 ติดต่องาน
Email:
💻 yosathon.t@gmail.com (มิว)
Mobile:
📱08-6995-6220 (มิว)
📱08-9456-5465 (หากไม่สามารถติดต่อเบอร์แรกได้)


Money Buffalo

เปรียบเทียบกองทุน S&P 500 ฟรีค่าธรรมเนียม เจ้าไหนเด่น ? | Money Buffalo

ช่วงนี้หลายคนน่าจะอยากเริ่มลงทุนใน S&P 500 เพราะเป็นดัชนีที่รวม 500 บริษัทใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น Apple, Microsoft, NVIDIA, Amazon หรือ Metaแต่พอจะซื้อจริง... ก็ดันมีหลายกอง หลายแอป จนเลือกไม่ถูก 😅

พี่ทุยเลยหยิบ 3 กองทุน S&P 500 ที่ฟรีค่าธรรมเนียมการจัดการ มาเทียบกันแบบเห็นภาพ ว่าแต่ละเจ้าเหมาะกับใคร

📌 SCBS&P500E (SCBAM Fund Click)

- เริ่มลงทุนเพียง 1 บาท
- ฟรีค่าธรรมเนียมการจัดการ
- เหมาะกับมือใหม่ หรือคนที่อยากทยอย DCA เดือนละไม่กี่ร้อยบาท

📌 KKP US500-UH-E (Dime!)

- เริ่มต้น 1,000 บาท
- ฟรีค่าธรรมเนียมการจัดการ
- เหมาะกับคนที่ใช้งาน Dime! อยู่แล้ว และอยากลงทุนผ่านแอปเดียว

📌 TLUS500-UH-X (WealthX)

- เริ่มต้น 1,000 บาท
- ไม่มีเพดานวงเงินลงทุน
- เหมาะกับคนที่ลงทุนก้อนใหญ่ หรือมีแผนลงทุนระยะยาวด้วยเงินหลักล้าน

แต่พี่ทุยขอเตือนไว้นิดนึงครับ "ฟรีค่าธรรมเนียมการจัดการ" ไม่ได้แปลว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเลย เพราะยังมีค่าธรรมเนียมอื่น เช่น ค่าธรรมเนียมซื้อ ค่าธรรมเนียมขาย หรือค่าใช้จ่ายของกองทุน (Total Expense) ที่ควรดูประกอบกันด้วย รวมถึงผลตอบแทนย้อนหลัง นโยบายการลงทุน และ Tracking Error ของแต่ละกองทุน

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ถึงแม้กองในภาพบางอันจะเป็นแบบ ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Hedged) แต่ก็อาจไม่ได้ป้องกันได้ 100% ตลอดเวลา และยังมีความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ราคาสามารถปรับขึ้นลงได้ตามภาวะเศรษฐกิจ

สุดท้ายนี้ ถึง S&P 500 จะเป็นดัชนีที่หลายคนมองว่าเหมาะกับการลงทุนระยะยาว แต่ยังไงการลงทุนก็มีความเสี่ยงครับ ก่อนตัดสินใจลงทุน อย่าลืมศึกษาข้อมูลกองทุน นโยบายการลงทุน ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองด้วยนะฮะ

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #SP500 #ลงทุนต่างประเทศ #กองทุนรวม #ETF #ลงทุนระยะยาว #DCA #SCBAM #Dime #WealthX #การเงินส่วนบุคคล

12 hours ago | [YT] | 138

Money Buffalo

เงินเดือนเท่านี้ เหลือเข้ากระเป๋าจริงเท่าไหร่ ? | Money Buffalo

“ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากความตายและภาษี” คือคำกล่าวที่ไม่เกินจริง และใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย แค่อยากรวยขึ้นแบบทันที เร็ว ๆ ง่าย ๆ วันนี้ พี่ทุยจะบอกว่า เริ่มต้นด้วยการ 'จัดการภาษี' นี่แหละ ง่ายที่สุด เพราะถ้าเพิกเฉย ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่ต่างกับเอาเงินให้นายกหนูใช้ไปวัน ๆ

📌 ภาษีคิดจาก 'รายได้สุทธิ' ยิ่งหารายการมาหักได้เยอะ ยิ่งประหยัดภาษีได้เยอะ

รายได้สุทธิ แปลภาษาบ้าน ๆ คือ รายได้ที่หักลดหย่อน หักนู่นหักนี่จนหมดแล้ว เหลือเท่าไหร่ ก็เอาเงินก้อนนั้นแหละไปคิดภาษีตามขั้นบันไดต่อ ดังนั้น พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ยิ่งเราหารายการมาหักได้มากเท่าไหร่ รายได้สุทธิก็จะยิ่งน้อยลง และภาษีที่ต้องจ่ายก็จะน้อยลงตามไปด้วย

📌 พนักงานออฟฟิศ ถ้าไม่คิดจะซื้อลดหย่อนอะไรเลย จะเกิดอะไรขึ้น ?

ก็จะเป็นแบบใน Info นี้ฮะ ก็คือเอาเงินเดือนมาเข้าสูตรนี้
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี - ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท - ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000 บาท)

จากนั้นก็เอาไปคิดภาษีแบบขั้นบันได
0 - 150,000 บาท : ยกเว้น
150,001 - 300,000 บาท : 5%
300,001 - 500,000 บาท : 10%
500,001 - 750,000 บาท : 15%
750,001 - 1,000,000 บาท : 20%
1,000,001 - 2,000,000 บาท : 25%
2,000,001 - 5,000,000 บาท : 30%
5,000,001 บาทขึ้นไป : 35%

เสร็จปุ๊บ ก็จะได้ยอดภาษีที่เราต้องจ่าย ซึ่งพี่ทุยเอายอดดังกล่าวมาเฉลี่ยเป็นรายเดือนให้ดูว่า เท่ากับเรา "เงินหาย" ไปเดือนละเท่าไหร่

เห็นมั้ยฮะ ยิ่งเงินเดือนสูง ก็ยิ่งถูกหักภาษีมากขึ้นตามขั้นบันได ดังนั้น การวางแผนภาษีและใช้สิทธิลดหย่อนให้ครบ จึงสำคัญมาก เพราะทุกบาทที่ลดหย่อนได้ คือเงินที่อยู่ในกระเป๋าเรา แทนที่จะต้องจ่ายเป็นภาษี

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ภาษีเงินได้ #ลดหย่อนภาษี #วางแผนภาษี #เงินเดือน #TaxItEasy

1 day ago | [YT] | 582

Money Buffalo

“รุ่นพี่เบี้ยวหนี้ รุ่นน้องรับกรรม” เมื่อระบบความใจดีของ กยศ. กำลังจะตัดอนาคตเด็กไทย | Money Buffalo

ตลอดระยะเวลา 30 ปี กยศ. เปลี่ยนอนาคตของเด็กและะครอบครัวไทยไปกว่า 6 ล้านชีวิต โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินภาษีเลย… จนกระทั่งมีคนมา “แก้กฎหมาย”

กยศ. ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็น "เงินแจก" ครับ แต่ถูกออกแบบให้เป็น "ทุนหมุนเวียน" รุ่นพี่กู้ไปเรียน พอเรียนจบ มีงานทำ ก็ทยอยใช้หนี้ เงินก้อนเดิมก็จะถูกส่งต่อให้รุ่นน้องได้กู้ต่อ วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

แต่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป หลังมีการแก้ไข พ.ร.บ. กยศ. ในปี 2566 ที่ตั้งใจ “ช่วยลูกหนี้” แต่กลับกลายเป็นว่า ความใจดีครั้งนี้ กำลังสร้างปัญหาให้ทั้งระบบ

📌 ต้นตอของปัญหา เจตนาดีที่สร้าง "แรงจูงใจที่ผิดเพี้ยน"

เรื่องนี้มันเริ่มเกิดจาก การแก้กฎหมายรอบนั้นเลยฮะ มีหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้กู้ ไม่ว่าจะเป็น

- ลดเบี้ยปรับผิดนัด จาก 7.5% เหลือเพียง 0.5% ต่อปี
- เวลาจ่ายหนี้ ให้นำเงินไปตัด "เงินต้น" ก่อน แล้วค่อยตัดดอกเบี้ย
- ยกเลิกคนค้ำประกัน
- ชะลอการฟ้องร้องบังคับคดี

ที่บอกมาทั้งหมด ฟังดูแล้วเหมือนเป็นข่าวดีใช่ไหมฮะ ? แต่ถ้าลองมองในมุมการเงิน

สมมติพี่ทุยมีหนี้บ้าน ดอกเบี้ย 4% มีหนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ย 16% แล้วก็มีหนี้ กยศ. ที่ค่าปรับแทบไม่มี แถมยิ่งจ่ายก็ยิ่งตัดเงินต้นก่อน

ถ้าเป็นเรา จะเลือกจ่ายหนี้ก้อนไหนก่อน ? คำตอบของคนส่วนใหญ่ก็คือ เอาเงินไปโปะหนี้ที่ดอกแพงที่สุดก่อน ส่วน กยศ. ค่อยไว้ทีหลัง เพราะรางวัลของคน "รีบจ่าย" มันแทบไม่มีเลย สุดท้าย กฎหมายที่ตั้งใจช่วยลูกหนี้ จึงกลายเป็นการสร้าง แรงจูงใจผิด ๆ โดยไม่ตั้งใจ

📌 เมื่อแรงจูงใจในการจ่ายหนี้ผิดเพี้ยน จึงเริ่มเกิดหนี้เสียในระบบ

เมื่อไม่มีแรงจูงใจในการจ่ายหนี้ กยศ. มีน้อยลง ผลที่เกิดขึ้น สะท้อนผ่านตัวเลขที่น่าห่วงอย่างในปัจจุบัน ลูกหนี้ กยศ. ที่ชำระไม่ตรงเวลา มีสัดส่วนสูงถึง 64% ของสินเชื่อทั้งหมด

เมื่อค่าปรับต่ำ ไม่มีคนค้ำ และการบังคับใช้กฎหมายก็ผ่อนปรนลง หลายคนก็เริ่มมองว่า "เดี๋ยวจ่ายก็ได้" หรือบางคนก็คิดว่า "ไม่จ่ายก็คงไม่เป็นไร"

มันจึงเกิดปัญหา เพราะ กยศ. ไม่ใช่ธนาคารที่มีเจ้าของเป็นเอกชน เงินที่รุ่นพี่ไม่จ่ายคืน ไม่ได้หายไปจากกำไรของใคร แต่มันคือเงินที่ควรจะหมุนไปเป็นโอกาสของรุ่นน้อง เมื่อเงินไม่ไหลกลับเข้ากองทุน วงจรที่เคยหมุนได้ ก็เริ่มสะดุด

📌 คนที่เจ็บที่สุด ไม่ใช่รุ่นพี่เบี้ยวหนี้ แต่คือ “รุ่นน้อง” ที่กำลังจะกู้

ผลกระทบนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วครับ จากการที่ กยศ. ได้ยกเลิกการปล่อยกู้ในระดับปริญญาโท โดยเหตุผลก็ตรงไปตรงมาเลยครับ คือ กองทุนไม่มีเงินเหลือถึงแล้ว เพราะ ตามกฎหมายกำหนดว่า หากจะปล่อยกู้ในระดับสูงกว่าปริญญาตรี กองทุนต้องมีเงินเพียงพอสำหรับอีก 5 ปีข้างหน้า

และถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ในอนาคต กยศ. อาจต้องลดจำนวนผู้กู้รายใหม่ลง ซึ่งคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือเด็กที่ไม่มีทุนทรัพย์ แต่มีความฝันอยากเรียนต่อ

สุดท้ายแล้วเมื่อเงิน กยศ. ไม่เพียงพอ คนที่ต้องอุดรอยรั่วนี้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ ก็มาจากเงินภาษีของพวกเราเนี่ยแหล่ะ ที่ต้องมาช่วยประคับประคอง เพราะคงจะปล่อยให้เด็กขาดโอกาสไม่ได้

ซึ่งในปี 2568 กยศ. ต้องการงบประมาณสูงถึง 19,000 ล้านบาท มาอุดหนุน ซึ่งดึงมาจากเงินภาษีที่อาจถูกนำไปสร้างโรงพยาบาล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ นั่นแหล่ะฮะ

พี่ทุยมองว่า เรื่องนี้ไม่มีฝั่งไหนเป็น "ผู้ร้าย" หรือ "พระเอก" แบบชัด ๆ การช่วยเหลือลูกหนี้ที่ลำบากเป็นเรื่องสำคัญ แต่ขณะเดียวกัน ระบบก็ต้องมีแรงจูงใจที่ทำให้คนยังอยากรับผิดชอบหนี้ของตัวเอง เพราะถ้ารุ่นพี่จำนวนมากเลือกไม่จ่ายคืน สุดท้ายคนที่เสียโอกาส อาจไม่ใช่ตัวเอง แต่อาจเป็น "รุ่นน้อง" ที่กำลังรอโอกาสจากเงินก้อนเดียวกันอยู่ก็ได้ครับ

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #กยศ #กองทุนเพื่อการศึกษา #กู้ยืมเงิน #ดอกเบี้ย #การศึกษา #ปริญญาตรี

4 days ago | [YT] | 969

Money Buffalo

เนื้อแท้ รายได้ 600 ล้านต่อปี ร้านขายดี แต่ไม่มีเงินจ่ายพนักงาน | Money Buffalo

ใครจะไปคิดนะครับว่า ร้านอาหารที่ทำรายได้กว่า 600 ล้านบาทต่อปีก็ผิดพลาดแบบนี้ได้

“เนื้อแท้” ครับเคยวางเป้าหมายขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์อีก แต่วันนี้กลับตกเป็นข่าวว่า “ไม่มีเงิน” จ่ายเงินเดือนพนักงาน จนบางสาขาต้องปิดให้บริการชั่วคราว

ล่าสุดก็ออกมาเฉลยแล้วครับว่า “เนื้อแท้” กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน โดยไม่ได้เกิดจากยอดขายตก แต่เกิดจาก "การคำนวณต้นทุนผิด" จนทำให้บริษัทขาดทุนสะสม แม้ว่ายอดขายจะเติบโตมาตลอดก็ตาม

ซึ่งในมุมพี่ทุยก็สามารถสะท้อนให้เห็นหลาย ๆ อย่างในแง่ของการทำธุรกิจ

📌ขายดี ไม่ได้แปลว่ากำไร

หลายคนอาจมองว่า ถ้าร้านคนแน่น เปิดสาขาเพิ่ม แปลว่าธุรกิจกำลังไปได้สวยใช่ไหมล่ะครับ แต่เปล่าเลย เพราะในความเป็นจริง "ยอดขาย" กับ "กำไร" เป็นคนละเรื่องกันฮะ

ซึ่งถ้าเราไปดูงบการเงินของบริษัทจะเห็นว่าปี 67 เนี่ย มียอดขายสูงถึง 600 ล้านเลยนะครับ และยังแผนเติบโตอีกมากมายในแบรนด์ลูกต่าง ๆ พร้อมทั้งขยายไปในตลาด Ready-to-Eat ร่วมกับเซเว่นอีกด้วย

นั่นก็แสดงว่าบริษัทไม่ได้อยู่ในช่วงยอดขายตก แต่กำลังอยู่ในช่วงเร่งการเติบโต แต่อย่างไรก็ตาม ต่อให้ยอดขายเติบโต หากต้นทุนเพิ่มเร็วกว่ารายได้ สุดท้ายกำไรก็อาจหายไปได้เหมือนกันนะครับ

📌คิดต้นทุนผิด ต่อให้ขายดีก็กำไรหายได้

จากคำชี้แจงของบริษัท สาเหตุสำคัญของปัญหาครั้งนี้ คือการคำนวณต้นทุนที่คลาดเคลื่อน แม้รายละเอียดจะเป็นเรื่องภายในที่คนนอกไม่อาจทราบได้ แต่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า ในโลกธุรกิจ "การเติบโตของยอดขาย" ไม่ได้การันตีว่า "กำไร" จะเติบโตตาม

เพราะกำไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุนด้วย ยิ่งธุรกิจมีหลายส่วน ทั้งร้านอาหาร ธุรกิจนำเข้า และการขายวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น และอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลประกอบการของบริษัทเลยก็ได้ครับ

📌 กำไร กับ เงินสด เป็นคนละเรื่อง

อีกคำหนึ่งที่ผู้บริหารพูดถึงคือ "กระแสเงินสด" หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าบริษัทยังขายของได้ ทำไมถึงไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน

คำตอบคือ ธุรกิจอาจมีกำไรทางบัญชีเพราะขนาดปี 2567 ยังมีกำไรอยู่ 16 ล้านบาท แต่อาจจะไม่มีเงินสดเพียงพอในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ครับ

ยิ่งสำหรับเนื้อแท้ ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่ยังทำธุรกิจนำเข้าเนื้อ ซัปพลายให้ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าส่ง รวมถึงมีหลายแบรนด์ในเครือ

การบริหารเงินทุนหมุนเวียนจึงมีความสำคัญมาก เมื่อเงินสดจำนวนมากต้องหมุนอยู่ในสต็อกสินค้า การสั่งซื้อ การลงทุน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หากกระแสเงินสดสะดุด ก็อาจกระทบต่อการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ แม้ว่ายอดขายจะยังมีอยู่ก็ตาม

📌ยิ่งโตเร็ว ยิ่งต้องมีระบบที่แข็งแรง

ก่อนเกิดเหตุ "เนื้อแท้" ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารอีกต่อไป แต่กำลังต่อยอดสู่ธุรกิจ Food Service แบบครบวงจร ทั้งการนำเข้าเนื้อ ผลิตเนื้อแปรรูป ขายส่งให้ร้านอาหาร โรงแรม ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Catering และแฟรนไชส์ พร้อมตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ในปีหน้าด้วย

เมื่อธุรกิจมีหลายโมเดลมากขึ้น ความซับซ้อนในการบริหารก็เพิ่มขึ้นตาม ทั้งการจัดการสต็อก เงินทุนหมุนเวียน และระบบบัญชีต้นทุน ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การหาลูกค้า เพราะในโลกธุรกิจบางครั้ง ความท้าทายของการเติบโต ไม่ใช่การทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้ "ระบบ" เติบโตทันกับธุรกิจด้วยครับ

สุดท้าย เรื่องนี้จะเป็นยังไง ก็คงต้องติดตามกันต่อ แต่ตามคำชี้แจงของบริษัท ขณะนี้เนื้อแท้ได้รับเงินทุนใหม่เข้ามาเสริมสภาพคล่องแล้ว และยืนยันว่าจะทยอยจ่ายเงินเดือนที่ค้างอยู่ให้ครบภายในสิ้นเดือน พร้อมเดินหน้าปรับปรุงระบบบัญชีต้นทุนเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

ส่วนผลลัพธ์จะเป็นไปตามแผนหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อ เพราะนี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของบริษัท ว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจและระบบบริหารในครั้งนี้ จะช่วยให้เนื้อแท้กลับมาเดินหน้าได้ตามเป้าหมายหรือไม่ครับ

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #BehindMILLION #เนื้อแท้ #บังโต #ธุรกิจ #ร้านอาหาร #การเงินการลงทุน

4 days ago (edited) | [YT] | 1,411

Money Buffalo

เริ่มต้นลงทุนใน ETF ปันผลสูง ได้เงินปันผลปีละเท่าไหร่ ? | Money Buffalo

หลายคนอยากให้ "เงินทำงานแทนเรา" แต่พอจะลงทุนหุ้นก็กลัวเลือกผิด กลัวติดดอย สุดท้ายเลยปล่อยเงินนอนอยู่ในบัญชีรับดอกเบี้ยหลักสิบ ถ้าเป็นแบบนั้น ลองรู้จัก ETF ปันผลสูง กันฮะ เพราะเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และมีโอกาสได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ

โพสต์นี้พี่ทุยเลยลองคำนวณให้ดูแบบง่าย ๆ ว่า ถ้าลงทุนตั้งแต่ 10,000 - 500,000 บาท ใน ETF ปันผลยอดนิยมแต่ละตัว จะมีโอกาสได้รับเงินปันผลต่อปีประมาณเท่าไหร่ (อ้างอิงอัตราปันผลย้อนหลัง ณ 30 มิ.ย. 2569)

จะเห็นว่าบางตัว...ลงทุน 10,000 บาท รับปันผลประมาณ 300-900 บาทต่อปี ถ้าลงทุน 500,000 บาท บางกองมีโอกาสรับปันผลเกือบ 50,000 บาทต่อปี

แต่เดี๋ยวก่อน... เห็นตัวเลขปันผลสูง ๆ แล้ว อย่าเพิ่งรีบกดซื้อทันทีนะฮะ 😅

📌 ปันผลสูง ไม่ได้แปลว่าผลตอบแทนจะสูงเสมอ

เพราะสิ่งที่เราได้รับมี 2 ส่วน คือ เงินปันผล กำไรหรือขาดทุนจากราคาหน่วยลงทุน บางครั้งแม้จะได้ปันผลเยอะ แต่ถ้าราคากองทุนปรับตัวลงมาก มูลค่าพอร์ตโดยรวมก็อาจติดลบได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่ควรรู้ เช่น ความผันผวนของตลาดหุ้น ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (ETF ต่างประเทศ) เพราะถ้าเงินบาทแข็งค่า ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทอาจลดลง

ส่วนเงินปันผลไม่การันตีว่าจะเท่าเดิมทุกปี เพราะขึ้นอยู่กับผลประกอบการและนโยบายของกองทุน ดังนั้น เวลาเลือก ETF อย่าดูแค่ Dividend Yield อย่างเดียว แต่ควรดูนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และความเหมาะสมกับเป้าหมายของตัวเองด้วยครับ

📌 แล้วจะซื้อยังไง ?

เดี๋ยวนี้ลงทุนต่างประเทศง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะครับ ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศให้ยุ่งยาก สามารถลงทุนผ่านแอปในไทยอย่าง Dime! (เริ่มต้นประมาณ 50 บาท) หรือ Webull (เริ่มต้นประมาณ 1 ดอลลาร์) ก็เข้าถึง ETF ต่างประเทศได้แล้ว

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #ETF #เงินปันผล #ลงทุนต่างประเทศ #วางแผนการเงิน #หุ้นต่างประเทศ #Webull #Dime

หมายเหตุ ตัวเลขในภาพเป็นการคำนวณจากอัตราปันผลย้อนหลัง เพื่อใช้ประกอบการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การการันตีผลตอบแทนในอนาคตนะครับ

5 days ago | [YT] | 173

Money Buffalo

เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. อยู่ที่ 2.42% อาหารจานเดียวทยอยขึ้นราคา 5-10 บาท | Money Buffalo

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนับเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แล้ว ซึ่งสาเหตุก็มาจากราคาพลังงาน ที่สะท้อนออกไปในค่าโดยสาร และราคาอาหารปรุงสำเร็จที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้น

โดยจากการสำรวจร้านอาหารกว่า 1,500 ร้านทั่วประเทศ พบว่าหลายเมนูปรับราคาขึ้นประมาณ 5-10 บาทฮะ เช่น
-ข้าวกะเพรา
-ข้าวมันไก่
-ข้าวหมูแดง
-ผัดซีอิ๊วและราดหน้า
-ก๋วยเตี๋ยว
-ส้มตำ

ถึงแม้ผู้ประกอบการหลายรายพยายามตรึงราคาไว้ในช่วงแรก แต่เมื่อราคาพลังงานและวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง สุดท้ายจึงทยอยปรับราคาขาย รวมไปถึงว่าในไตรมาส 3 นี้ เงินเฟ้อก็จะยังอยู่ในระดับสูงเช่นกัน

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เงินเฟ้อ #ค่าครองชีพ #เศรษฐกิจไทย #อาหารตามสั่ง
-Thailand's June headline CPI up 2.42% y/y, below forecast, Reuters
-รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของไทย เดือนมิถุนายน 2569, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์
-Thailand inflation rises 2.42% as food, fuel prices increase, The Thaiger

6 days ago | [YT] | 486

Money Buffalo

อสังหา ฯ จีนดิ่งดาวน์ราคาบ้านวันนี้กลับไปเท่าเมื่อ 20 ปี ก่อน เลิกหวังให้คนจีนอุ้มอสังหาฯ ไทย | Money Buffalo

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายคนอาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า “อสังหาฯ ไทย” ขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อจาก “จีน” โดยเฉพาะกลุ่มห้องชุดและบ้านหรู และแน่นอนว่าในช่วงที่อสังหาฯ ซบเซาแบบนี้ คนก็คาดหวังให้จีนยังคงสเปนด์เงินให้เราต่อไป

แต่.. เราจะยังฝากความหวังไว้กับคนจีนได้อยู่ไหม ? เพราะในเวลานี้ คนจีนเองก็กำลังเจอกับ “วิกฤตอสังหาฯ” ในประเทศตัวเอง ในขนาดที่ว่าแม้ ราคาจะลดลงจนย้อนกลับไปใกล้ระดับเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนแล้ว แต่คนจีนเองก็ยังไม่กล้าซื้อเลยฮะ

📌 บ้านจีน “ราคาถูก” จนเหมือนย้อนเวลากลับไป 20 ปี แต่คนยังไม่ซื้อ

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน แล้วถามคนจีนว่า "มีเงินก้อนหนึ่ง จะเอาไปทำอะไร ?" คำตอบของหลายคนคงไม่ใช่ซื้อหุ้น หรือเปิดธุรกิจ แต่คือ "ซื้อบ้าน" เพราะในสายตาของคนจีน บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่มันคือความมั่นคงของทั้งครอบครัว เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ และเป็นสินทรัพย์ที่หลายคนเชื่อว่า "ยังไงราคาก็ไม่มีวันลง" ก็คล้าย ๆ กับค่านิยมไทยนั่นแหละฮะ

เพราะยิ่งเศรษฐกิจจีนเติบโต เมืองขยายตัว และราคาบ้านปรับขึ้นต่อเนื่องเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการทำให้ความเชื่อนี้ก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น หลายครอบครัวจึงทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับซื้อบ้าน บางคนซื้อหลายห้องเพื่อเก็งกำไร เพราะเชื่อว่าซื้อวันนี้ อีกไม่กี่ปีก็ขายต่อได้แพงกว่าเดิม บ้านจึงกลายเป็นเหมือน "เครื่องจักรผลิตความมั่งคั่ง" ของคนจีน และเป็นบันไดที่พาครอบครัวก้าวเข้าสู่ชนชั้นกลาง

แต่ไม่มีเครื่องจักรเครื่องไหนทำงานตลอดไปหรอกครับ เพราะหลังจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เริ่มแตก ราคาบ้านในหลายเมืองค่อย ๆ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนข้อมูลดัชนีราคาที่อยู่อาศัยของจีนจาก FRED และ BIS ชี้ว่า ราคาบ้านในจีนตอนนี้ได้ลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2021 จนไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงกลางทศวรรษ 2000 แล้ว หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ บ้านในจีนวันนี้ มีราคาใกล้เคียงกับยุคที่คนรุ่นพ่อแม่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว

ฟังดูเหมือนจะเป็นข่าวดีใช่ไหมครับ ? เพราะของถูกลง ก็น่าจะขายดีขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม คนจีนจำนวนมากกลับเลือก "ไม่ซื้อ" เพราะสิ่งที่หายไปจากตลาด ไม่ใช่แค่ราคาบ้าน แต่คือ "ความเชื่อมั่น" ว่าซื้อบ้านวันนี้ แล้ววันข้างหน้าจะยังมีมูลค่าเพิ่มเหมือนในเมื่อก่อน


📌ต่อให้บ้านราคาถูก คนจีนก็ซื้อไม่ไหว

เหตุผลหลัก ๆ มี 3 เรื่องครับ

1. กลัวซื้อบ้านแต่ได้บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ

นี่คือแผลใหญ่ของตลาดอสังหาฯ จีน เพราะระบบซื้อบ้านจีนจำนวนมากใช้รูปแบบ Pre-sale
คือจ่ายเงินก่อน แล้วรอสร้างเสร็จ ตอนตลาดดี โมเดลนี้เหมือนเป็นเครื่องยนต์ติดเทอร์โบ ตลาดอสังหาฯ โตอย่างก้าวกระโดดเลย ทุกคนซื้อ ทุกคนสร้าง ทุกคนโต

แต่พอตลาดสะดุด ปัญหาก็ตามมา เมื่อบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ เช่น Evergrande และผู้พัฒนาอีกหลายรายเจอปัญหาหนี้ ผู้ซื้อบางส่วนกลับต้องเจอกับสถานการณ์ที่ว่า “เงินจ่ายไปแล้ว แต่บ้านยังไม่เสร็จ” จากเดิมที่เคยคิดว่า “ซื้อบ้าน เท่ากับ ลงทุน” กลายเป็น “ซื้อบ้าน เสี่ยงได้หนี้ แต่ไม่ได้บ้าน” และความกลัวแบบนี้ ต่อให้บ้านลดราคาแค่ไหน คนก็ไม่อยากซื้อครับ

2. ราคาลง แต่ก็ยังไกลเกินเอื้อม

หลายคนอาจสงสัยว่า “ก็ลดราคาแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่ซื้อ ” คำตอบคือ…ของถูก ไม่ได้แปลว่าถูกสำหรับทุกคนครับ

ลองนึกภาพ Ferrari ราคา 20 ล้านบาท ลดเหลือ 15 ล้านบาท มันถูกลงจริง แต่ไม่ได้แปลว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปจะเดินเข้าโชว์รูมแล้วซื้อได้ อสังหาริมทรัพย์จีนก็เหมือนกัน

แม้ราคาจะลดลง แต่ในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง หรือเซี่ยงไฮ้ ราคาบ้านเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชนก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง

3. บ้านราคาลง ทำให้คนรู้สึกว่า “ตัวเองจนลง”

อีกหนึ่งปัญหาที่น่าสนใจคือ คนจีนจำนวนมากถือความมั่งคั่งไว้ในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อราคาบ้านลดลง แม้เจ้าของบ้านจะยังไม่ได้ขาย แต่ความรู้สึกว่าตัวเอง “รวยน้อยลง” ก็เกิดขึ้นแล้ว และเวลาคนรู้สึกไม่มั่นคง สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่การซื้อของชิ้นใหญ่ แต่คือ “เก็บเงินไว้ก่อนดีกว่า”

📌 อสังหาฯ ไทยยังฝากความหวังไว้กับคนจีนได้ไหม ?

ที่ผ่านมา ลูกค้าจีนเคยเป็นแรงซื้อสำคัญของตลาดอสังหาฯ ไทย แต่วันนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ เพราะปัญหาของคนจีนตอนนี้ ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่คือ “ไม่มั่นใจ” ถ้าคนยังลังเลกับการซื้อบ้านในประเทศตัวเอง การเอาเงินก้อนใหญ่ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ ก็อาจไม่ใช่สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึง อสังหาฯ ไทยอาจต้องเลิกฝันถึง “เจ้าชายขี่มังกร” ได้แล้ว

สุดท้ายแล้วพี่ทุยว่า วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นเครื่องเตือนว่า การฝากความหวังไว้กับกำลังซื้อจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว มีความเสี่ยงไม่น้อย เพราะในวันที่คนจีนยังต้องใช้เวลาฟื้นความเชื่อมั่นในประเทศของตัวเอง ตลาดอสังหาฯ ไทยก็คงต้องค่อย ๆ หาทางเดินต่อในแบบของตัวเองครับ

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #อสังหา #เศรษฐกิจ #ไทย #จีน

6 days ago (edited) | [YT] | 164

Money Buffalo

ฟองสบู่หุ้น AI กำลังจะแตก ? ทำไมนักลงทุนสายเก๋าหลายคนถึง "ยังไม่ยอมขาย" | Money Buffalo

ช่วงปี 2026 ถ้ามีประเด็นไหนที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในโลกการลงทุน คงหนีไม่พ้นคำว่า "ฟองสบู่หุ้น AI" ครับ ทุกวันนี้เปิดข่าวเมื่อไรก็เจอคำเตือนว่า หุ้น AI แพงเกินไปแล้ว ราคาวิ่งแรงจนเริ่มชวนให้นึกถึงวิกฤต Dot-Com เมื่อกว่า 20 ปีก่อน หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า...ถึงเวลาหนีหรือยัง ?

แต่ถ้ามันใกล้แตกจริง ทำไมเรายังเห็นนักลงทุนชื่อดังหลายคน ยังไม่รีบขายหุ้น AI แถมบางคนยังเชื่อว่า รอบนี้อาจแตกต่างจากฟองสบู่ในอดีต แล้วพวกเขาเห็นอะไรที่ตลาดส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น ?

พี่ทุยชวนมาลองแกะเหตุผลจากบทเรียนในอดีต และดูว่าหุ้น AI ในวันนี้ แตกต่างจากยุค Dot-Com อย่างไรครับ

📌 Dot-Com สอนเราว่า "เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก" ไม่ได้แปลว่า "ราคาหุ้นจะขึ้นตลอด"

เวลาพูดถึงฟองสบู่เทคโนโลยี หลายคนจะนึกถึงวิกฤต Dot-Com ช่วงปลายยุค 90 ตอนนั้นแค่บริษัทไหนมีเว็บไซต์ หรือมีคำว่า ".com" ต่อท้ายชื่อ นักลงทุนก็พร้อมแห่เข้าไปซื้อทันที

ทั้งที่หลายบริษัท ยังไม่มีรายได้ ยังไม่มีกำไร บางแห่งยังไม่มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนด้วยซ้ำ สุดท้ายเมื่อความคาดหวังสูงเกินความเป็นจริง ฟองสบู่ก็แตก หุ้นหลายตัวร่วงมากกว่า 80-90% แม้แต่บริษัทคุณภาพอย่าง Amazon ก็เคยเจอมาแล้วครับ

แต่คำถามคือ...อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลกจริงไหม ? คำตอบคือมันเปลี่ยนครับ เพียงแต่ตอนนั้น "ราคาหุ้นวิ่งเร็วกว่าธุรกิจจริง" เท่านั้นเอง


📌 หุ้น AI รอบนี้ต่างจาก Dot-Com เพราะบริษัทส่วนใหญ่มีกำไร

นี่คือเหตุผลที่หลายคนยังไม่เชื่อว่าฟองสบู่จะแตกในเร็ว ๆ นี้ครับ เพราะบริษัทผู้นำ AI หลายแห่งในวันนี้ ไม่ได้มีแค่ "ความฝัน" แต่มี กำไรจริง รองรับแล้ว เพราะยักษ์ใหญ่หลายบริษัทมีรายได้มหาศาล มีกระแสเงินสดแข็งแรง และสร้างกำไรได้จริง ไม่ใช่ธุรกิจที่อาศัยการระดมทุนไปเรื่อย ๆ เหมือนในยุค Dot-Com

ขณะเดียวกัน เงินลงทุนจำนวนมหาศาลก็ยังถูกอัดฉีดเข้าไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Data Center GPU ระบบระบายความร้อน โครงข่ายไฟฟ้า เทคโนโลยี Photonics ทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ของยุค AI คล้ายกับที่ครั้งหนึ่ง โลกเคยต้องสร้างทางรถไฟ หรือระบบไฟฟ้าก่อนเศรษฐกิจจะเติบโตครั้งใหญ่ครับ

📌 สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่มูลค่าหุ้น แต่คือ "ความคาดหวัง"

สิ่งที่นักลงทุนควรระวังในตอนนี้ ไม่ใช่แค่คำว่า P/E หรือ (อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ) สูง แต่คือ ความคาดหวัง เพราะทุกวันนี้ ราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการวันนี้ แต่สะท้อนสิ่งที่ตลาด "คาดว่าจะเกิดขึ้น" อีก 6-12 เดือนข้างหน้าไปแล้ว

ยกตัวอย่างง่าย ๆ

บริษัทบอกว่าจะโต 50% แต่พอประกาศงบจริง โต "แค่" 35% ทั้งที่โต 35% ถือว่าสูงมากแล้ว แต่ราคาหุ้นกลับร่วงหนัก เพราะสิ่งที่นักลงทุนผิดหวัง ไม่ใช่กำไร แต่เป็นการที่กำไร ต่ำกว่าความคาดหวัง นี่คือเหตุผลที่หุ้น AI หลายตัวผันผวนแรงมากในช่วงหลังครับ

📌 การลงทุนหุ้น AI ต้องเลิกดูแค่ P/E

ถ้าฟองสบู่ยังไม่แตก และเรายังอยากลงทุนต่อ สิ่งที่ควรดูอาจไม่ใช่แค่ P/E แบบเดิมอีกแล้ว แต่ควรดูข้อมูลที่สะท้อน "อนาคต" ของบริษัทมากกว่า

อย่างเช่น

- Forward P/E ว่าราคาหุ้นสะท้อนกำไรในอนาคตไปมากแค่ไหน
- ยอดคำสั่งซื้อล่วงหน้า ว่าบริษัทมีรายได้รองรับไปอีกกี่เดือน
- เงินลงทุนว่าบริษัทยังลงทุนสร้างความได้เปรียบอยู่หรือไม่
- กระแสเงินสด ว่าบริษัทยังสร้างเงินสดได้จริง หรือเริ่มต้องกู้เงินมาเลี้ยงธุรกิจแล้ว

เพราะถ้าวันไหนเริ่มเห็นสัญญาณว่า ธุรกิจไม่ได้สร้างเงินสดเอง แต่ต้องกู้เงินมาหมุนต่อ วันนั้นอาจเป็นสัญญาณที่นักลงทุนต้องเริ่มระวังแล้วครับ

สุดท้ายฟองสบู่อาจยังไปต่อ...แต่ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัย ถ้ามองจากภาพใหญ่ AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนโลก จาก Generative AI กำลังขยับไปสู่ Agentic AI และตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังแข่งขันกันลงทุนสร้าง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่กระแส AI จะเดินหน้าต่อก็ยังมีอยู่ครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ประวัติศาสตร์สอนเราเสมอคือ ทุกฟองสบู่แตกได้ ดังนั้น ถ้าจะลงทุนในหุ้น AI วันนี้ อย่ามองแค่ว่าหุ้นกำลังขึ้นแรง แต่ต้องถามด้วยว่า ราคาที่เราจ่ายในวันนี้ ยังเหลือพื้นที่ให้ธุรกิจเติบโตอีกมากแค่ไหน

โดยสรุปจากคลิปรายการ #เรื่องเงินเรื่องใหญ่ ล่าสุดครับ เทคโนโลยี AI กำลังสร้างปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านเหมือนยุคที่มีไฟฟ้าหรือรถไฟในอดีต ตราบใดที่บริษัทยักษ์ใหญ่ยังคงแข่งกันอัดเงินสร้าง Data Center และเทคโนโลยียังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (จาก Generative AI กำลังขยับไปสู่ Agentic AI) ฟองสบู่ลูกนี้ก็ยังเติบโตได้อีกไกลครับ แต่เราต้องเล่นอย่างระมัดระวังและคอยตรวจเช็กสัญญาณเตือนภัยอยู่เสมอ

แล้วทุกคนล่ะครับ คิดว่าหุ้น AI ในปี 2026 นี้ ฟองสบู่พองโตจนใกล้แตกหรือยัง ? หรือใครมีหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ตัวไหนที่คิดว่าเป็น Winner ตัวจริง ลองคอมเมนต์มาคุยกันครับ!

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #หุ้นAI #ฟองสบู่ #NVIDIA #การลงทุน #ตลาดหุ้น #TechStocks #วิเคราะห์หุ้น

1 week ago | [YT] | 110

Money Buffalo

10 บริษัทที่เป็นใหญ่ในอาเซียน มีบริษัทไทยด้วย! | Money Buffalo

เวลาพูดถึง "บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน" หลายคนอาจคิดว่าจะมีแต่บริษัทเทคโนโลยีเหมือนฝั่งอเมริกา

แต่พอพี่ทุยลองดูอันดับ Fortune Southeast Asia 500 กลับพบว่า...บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน สะท้อนจุดแข็งของแต่ละประเทศชัดมาก

อย่างประเทศไทย บริษัทที่ติด Top 10 มีอยู่ 2 บริษัท PTT อันดับ 2 ของอาเซียน เป็นธุรกิจพลังงาน ตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงธุรกิจไฟฟ้าและปิโตรเคมี

ส่วน CPALL อันดับ 7 เจ้าของร้าน 7-Eleven กว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ ที่เติบโตจากธุรกิจค้าปลีกซึ่งอยู่ใกล้ตัวคนไทยที่สุด

พอหันไปดูประเทศเพื่อนบ้านก็ยิ่งเห็นภาพ

สิงคโปร์เด่นเรื่อง การค้าระหว่างประเทศและการเงิน มีทั้ง Trafigura บริษัทซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก, Olam ธุรกิจเกษตรและอาหาร และ DBS ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์

อินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ก็โดดเด่นด้าน พลังงานและสาธารณูปโภค ทั้ง Pertamina ธุรกิจน้ำมัน และ PLN ผู้ให้บริการไฟฟ้าของประเทศ

ส่วนมาเลเซียก็มี Flex ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก ขณะที่ฟิลิปปินส์มี Top Frontier เจ้าของธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม และโครงสร้างพื้นฐาน

พอดูครบทุกประเทศแล้ว พี่ทุยว่ามันน่าสนใจมาก...เพราะบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของแต่ละประเทศ มักไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนว่า "ประเทศนั้นเก่งอะไร" ไทยเด่นค้าปลีกและพลังงาน สิงคโปร์เด่นการเงินและการค้าระหว่างประเทศ อินโดนีเซียเด่นพลังงาน ส่วนมาเลเซียเด่นการผลิตอุตสาหกรรม บางที...แค่ดูว่าประเทศไหนมีบริษัทอะไรใหญ่ที่สุด ก็เหมือนได้เห็นโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้นไปพร้อมกันเลยฮะ

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #BehindMILLIONS #PTT #CPALL #7Eleven #ธุรกิจ #หุ้นไทย #อาเซียน #บริษัทใหญ่ #ลงทุน

1 week ago | [YT] | 107

Money Buffalo

พนักงานประจำ เงินเดือน 50,000 ก็เป็น Top 5% ของประเทศแล้ว | Money Buffalo

วันนี้พาทุกคนไปดูตัวเลข “เงินเดือน” พนักงานประจำ ม.33 ว่าในแต่ละช่วงเงินเดือน มีจำนวนผู้ประกันตนอยู่กี่คนกันบ้าง ?

• น้อยกว่า 1,651 บาท : 128,653 คน (1.06%)
• 1,651-5,000 บาท : 315,910 คน (2.60%)
• 5,001-7,000 บาท : 325,485 คน (2.68%)
• 7,001-9,000 บาท : 1,124,077 คน (9.26%)
• 9,001-11,000 บาท : 2,797,187 คน (23.05%)
• 11,001-13,000 บาท : 1,493,225 คน (12.30%)
• 13,001-15,000 บาท : 1,707,441 คน (14.07%)
• 15,001-17,000 บาท : 676,763 คน (5.58%)
• 17,001-19,000 บาท : 546,548 คน (4.50%)
• 19,001-21,000 บาท : 459,975 คน (3.79%)
• 21,001-23,000 บาท : 313,412 คน (2.58%)
• 23,001-25,000 บาท : 296,507 คน (2.44%)
• 25,001-30,000 บาท : 493,614 คน (4.07%)
• 30,001-35,000 บาท : 333,428 คน (2.75%)
• 35,001-40,000 บาท : 220,382 คน (1.82%)
• 40,001-45,000 บาท : 152,719 คน (1.26%)
• 45,001-50,000 บาท : 128,144 คน (1.06%)
• 50,001-65,000 บาท : 211,276 คน (1.74%)
• 65,001-80,000 บาท : 122,374 คน (1.01%)
• 80,001 บาทขึ้นไป : 289,328 คน (2.38%)

จากตัวเลขพบว่าคนส่วนมากในระบบประกันสังคม ม.33 หรือกลุ่มลูกจ้าง พนักงานบริษัทนั้นส่วนใหญ่แล้วมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท โดยกองอยู่ที่ระหว่าง 9,000-11,000 บาท มากที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมที่ค่าตอบแทนที่ไม่สูง หรืออาจอยู่ในตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น โดยมีเพียง 5% เท่านั้น ที่มีเงินเดือนมากกว่า 50,000 บาท

#MoneyBuffalo #สนุกง่ายได้ประโยชน์ #เงินเดือน #มนุษย์เงินเดือน #ประกันสังคม #มาตรา33 #แรงงานไทย #เศรษฐกิจไทย #ค่าจ้าง #สถิติ

หมายเหตุ: ข้อมูลเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประจำปี 2567 ไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ ข้าราชการ และผู้ประกอบอาชีพอิสระ

1 week ago | [YT] | 663