อยู่ดีดี live well

uddlivewell | Well-being for Creative Professional! ✨
On this channel, I share insights and tools on creative living: self-discovery, self-care, and self-management, to help you live a more creative, intentional, and holistic life, and to create the space for growth that you deserve. 🤍

🚀 Get Started Here:
💻 Focus Fix Workshop: [www.uddlivewell.com]
📩 Contact me: nat@uddlivewell.com
👇 More resources: tinyurl.com/contactuddlivewell


อยู่ดีดี live well

ลงตอนใหม่ให้แล้วค่าาาา ใครแบตหมด เหนื่อยง่าย พลังงานชีวิตรั่วไหล... ไปจิ้มดูตอนใหม่โดยพลัน
คุณพระคุณเจ้า EP 95 แล้วค่ะพี่น้องค๊าาาาา

เนื่องจากตอนแรกณัฐตั้งใจแตกเรื่องนี้ออกเป็น 2-3 ตอน แต่สุดท้ายก็ยุบรวมทุกสิ่ง อัดมาเลยใน 1 ตอน มีปกคลิปเหลืออยู่ ก็เลยหยิบมาฝากทุกท่านค่ะ... แต่สุดท้ายก็เลือกปกคลิปด้านบนล่ะนะ

สำหรับเนื้อหาที่ยัดลงไปในคลิปไม่หมดจริงๆ เดี๋ยวจะเลือกบางประเด็นมาเล่าในโพสต์สัปดาห์ถัดๆ ไปให้ก็แล้วกันนะคะ

คุณ Jenny Blake เขียนสนุกมากเลย เนื้อหาแน่นมาก แต่อ่านง่ายสบายๆ เลยค่ะ ใครสนใจก็ไปอุดหนุนหนังสือ Free Time ได้จ้าาาา

ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดูคลิปตอนใหม่นี้
จิ้มดูได้ลิงค์นี้เลยค่ะ ^^

https://youtu.be/-Dld7SBtyMs


ณัฐ อยู่ดีดี
17.07.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55 | YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

3 days ago | [YT] | 57

อยู่ดีดี live well

ถ้าเป็นขาประจำช่องอยู่ดีดี เค้าก็คงรู้แหล่ะว่า ถ้าณัฐหายไปนานๆ แบบนี้ (นี่ดีเลย์กว่าปกติ 3 สัปดาห์แล้วไม่ปล่อยคลิปใหม่สักที) ยัยคุณณัฐนางต้องไปซุ่มทำอภิมหาตอนใหญ่ตอนโตแน่ๆ!

แต่ถ้าใครเพิ่งมาติดตามช่องนี้ก็... ยินดีต้อนรับทุกท่านนะคะ ดิฉันก็ทำงานช้าแบบนี้ล่ะค่ะ (ยิ้มอ่อน)

เรื่องของเรื่องคือ ไปอ่าน Free Time ของคุณ Jenny Blake มา... แล้วมันดีจนดิฉันไม่รู้จะตัดส่วนไหนทิ้ง - -;;; เป็นความลำบากใจว่าอยากจะหยิบมาเล่าทั้งหมด... แต่ก็เคยทำแบบนั้นไปแล้วใน EP เรื่อง Unfair Advantage (มหากาพย์ 3 ตอนที่ยอดวิวต่ำเตี้ย T^T)

เราก็เล็งแล้วว่า กับเล่ม Free Time นี้คงทำเป็น 3 ตอนจบไม่ได้หรอก ถึงแม้เล่มนี้จะเนื้อหาเยอะสุดๆ แน่นสุดๆ ไปเลยก็ตาม เพราะคุณ Jenny Blake ชีเล่นให้มาเป็น Framework 3 ขั้นตอน แล้วเจ้าแต่ละขั้นนี่นะ นางแตกย่อยลงไปอีก 3 หัวข้อ... คือตอนอ่านไปอ่ะ เราสนุกมาก ชอบมาก ได้ประโยชน์มาก

แต่...แค่คิดว่าจะหยิบมาเล่าต่อนี่ปวดหัวเลยอ่ะ

คือตอนแรกที่ทำช้าเนียะเพราะความป่วยของตัวเองล้วนๆ ค่ะทุกท่าน ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นสัปดาห์ ภูมิแพ้เรากำเริบอยู่แล้วนะทุกคน ขอบคุณเครื่องดูดความชื้นที่ช่วยกู้ชีพดิฉันขึ้นมาได้!

แต่หลังกู้ซากร่างตัวเองขึ้นมาได้แล้วก็หนักใจ... ถ้าเล่า 3 ตอนไม่ได้ 2 ตอนได้ไหมนะ? (แหม... มีการต่อรองกับตัวเองด้วยนะ ดูสิ!)

แต่พอทำๆ ไป... ไม่ได้อ่ะ เอาไปให้หมดๆ ยัดลงไปให้หมดใน 1 EP แล้วกัน

แล้วมันก็เลยออกเป็นอภิมหาตอนใหญ่ที่เราก็สงสัยว่า... มันจะมีคนดูรึป่าวฟระ!? ^^;;;

คือความหนักใจไม่ได้อยู่ที่การเล่าเรื่องเล้ยยยยย
แต่ใจต้องเด็ด ต้องกล้าตัดหัวข้อที่ไม่จำเป็นออกให้หมด (คือร้าวรานมากค่ะ บอกเลย ก็เนื้อหามันดีตะโกนนนน จะหัวข้อไหนก็ high value ไปหมด T^To)

นี่ก็บีบจนไม่รู้จะบีบยังไง ก็ยังได้มาเป็น 1 EP ที่ยาวเท่าโลกอ่ะค่ะ ^^;;;

คุยกับเพื่อนสนิท นางถามว่าเนื้อหาประมาณ EP ไหนน่ะ?
เราตอบว่า... พอฟัดพอเหวี่ยงกับตอน Peak Performance น่ะ

เพื่อนผงะ! ถ้าใครเคยดูตอน Peak Performance มาก่อน คงรู้ว่าเวลาคุณณัฐจัดหนัก คุณณัฐจัดหนักมากจริงๆ ^^;;;

เอาเป็นว่า ใครเหนื่อย burnout เซ็งจิต เซ็งชีวิต แล้วอยากได้ระบบที่พาตัวเองออกจากความรู้สึกแบบนี้ซะที ขออย่าได้มาเจอะมาเจอความรู้สึกพวกนี้อีกเลย

ก็รอพบกับ Youtube ตอนล่าสุดของดิฉันได้ เช้าวันศุกร์นี้ 7.15 น. ค่ะ

เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทยนะ แต่งานคุณ Jenny Blake เล่มที่มีแปลไทยแล้วคือเล่ม Pivot ค่ะ

See you on Friday ka!


ณัฐ อยู่ดีดี
16.07.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55 | YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

4 days ago | [YT] | 27

อยู่ดีดี live well

นิยายเรื่องที่ณัฐกำลังอ่านอยู่ตอนนี้ เปิดเรื่องมาคือนางเอกถูกผู้ชายบอกเลิกค่ะ! ประโยคคลาสสิกเลยคือ “ผมไม่รู้สึกเลยว่าคุณมีเยื่อใยอะไรให้ผม ไม่รู้สึกถึงความรักจากคุณเลย เราเลิกกันเถอะ”

ระหว่างที่เขาแจกแจงเหตุผลร้อยแปด ตานางเอกก็มองไปที่แฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานตัวเอง... ในนั้นมีบัตรเข้าชมละครเวที กิจกรรมความบันเทิงแบบที่คุณแฟนชอบ (แต่ปกติเธอไม่สนใจเลย) เธอพบกันครึ่งทางด้วยการอดตาหลับขับตานอน แย่งกดบัตรขอบตาดำคล้ำเพราะเป็นละครเวทีจากต่างประเทศที่คนแย่งกันซื้อ!

ยิ่งไปกว่านั้น... เดิมทีเธอทำงานอยู่คนละเมือง แต่ใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อแก้ปัญหารักทางไกล ยอมย้ายมาเปิดสำนักงานทนายของตัวเองที่เมืองนี้ เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

แต่เขากลับเดินมาบอกว่า “เธอไม่เคยแสดงออกว่ารักเขาเลย” ...โอเค
--

💔 พยายามแทบตาย... ทำไมเขาบอกว่าเราไม่รัก?

คือมันไม่ใช่แค่ในนิยายหรอกค่ะ ในชีวิตจริงเราก็เจอปัญหาแบบนี้กันบ่อยๆ

อุตส่าห์ยืนหลังขดหลังแข็งทำอาหารเย็นไว้รอ ช่วยล้างจาน ทำความสะอาดบ้านจนเอวแทบหัก แต่พอแฟนกลับมา เขากลับทำหน้าหงอยแล้วพูดว่า “ช่วงนี้ตัวเองไม่ค่อยสนใจเค้าเลยนะ”

อ้าว! ยืนงงสิคะ! ข้าวก็ทำ บ้านก็ถู นี่ไม่เรียกรักแล้วเรียกว่าอะไรก๊อนนน!

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีใครผิดเลยค่ะ และไม่ได้แปลว่าหมดรักด้วย แต่ในหนังสือ 'The 5 Love Languages' (ภาษารัก) ผู้เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า... คนเรามี ‘วิธีรับและแสดงออกถึงความรัก’ ที่ไม่เหมือนกัน

ถ้าพูดกันคนละภาษา ต่อให้บอกรักกันดังแค่ไหน เมื่อคลื่นสัญญาณไม่ตรงกัน... มันก็ส่งไปไม่ถึงอีกฝ่ายอยู่ดีค่ะ ลองมาดูกันว่า 5 ภาษารักนี้ คุณกับผู้คนในชีวิตเป็นสายไหนกันบ้าง? 👇🏼

1. ชอบคำพูดฮีลใจ💬
กลุ่มนี้เป็นสายแพ้ทางคำพูดดี ๆ ค่ะ ไม่ได้ต้องการอะไรอลังการ แค่คำชมเล็กน้อย คำขอบคุณที่มองเห็นความตั้งใจ หรือประโยคสั้น ๆ อย่าง “เหนื่อยไหมวันนี้” “เก่งมากเลยนะ” หรือ “ขอบคุณที่ทำให้นะ ชอบมากๆ เลย” แค่คำพูดดี ๆ ก็ทำให้ชื่นใจไปได้ทั้งวันแล้ว

2. ชอบใช้เวลาดีๆ ด้วยกัน
กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการ ‘อยู่ตรงนี้ด้วยกันจริงๆ’ ไม่ต้องไปสถานที่หรูหรา แค่นั่งกินข้าวคุยกันที่บ้าน เดินเล่นสบตา โดยที่ไม่มีใครหยิบมือถือขึ้นมาเล่น คอยฟังอย่างตั้งใจเวลาอีกฝ่ายเล่าเรื่องราวในวันนั้นแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

3. ชอบของขวัญ🎁
ไม่จำเป็นต้องเป็นของแบรนด์เนมราคาแพง แต่คนสายนี้แพ้ทาง ‘ความใส่ใจ’ ค่ะ เช่น เราเดินทางผ่านไปเห็นร้านขนมที่เขาเคยบ่นว่าอยากกิน เลยซื้อกลับมาฝาก หรือไปเที่ยวแล้วเจอของหน้าตาตลกๆ เลยซื้อมาฝากให้ได้หัวเราะกัน มันทำให้คนรับรู้สึกว่า “ถึงเราไม่อยู่ด้วยกัน เธอก็ยังคิดถึงฉันสินะ”

4. ชอบบริการ
กลุ่มนี้คือสาย ‘ทำให้เห็นดีกว่าพูด’ จะไม่เน้นคำหวาน แต่เน้นลงมือทำ ช่วยขับรถไปส่ง ถือของหนัก ๆ ให้ ช่วยซ่อมไฟในบ้าน หรือไปอยู่เป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลตอนเราต้องผ่าตัด การกระทำเล็กๆ ที่แฝงความห่วงใยเหล่านี้คือคำบอกรักของพวกเขา

5. ชอบผิวสัมผัส🤝
สายนี้ชอบความใกล้ชิดทางกายภาพเพื่อเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นใจ ตั้งแต่การเดินควงแขน ลูบหัว นั่งโซฟาอยู่ก็ขอซบ ไม่ก็ขอกอดแน่นๆ เวลาต้องการกำลังใจ
--

กลับไปดูตัวอย่างคุณทนายสาวตอนต้นเรื่อง...
เธอถึงขั้นย้ายสำนักงานกฎหมาย ยอมเหนื่อยยากกดบัตรละครเวทีให้ = เธอคือ สายบริการ (4) ตัวแม่!
แต่จริง ๆ แล้ว แฟนที่ขอเลิก เขาอาจจะเป็น สายคำพูดฮีลใจ (1) และ ชอบใช้เวลาดี ๆ ด้วยกัน (2) ก็ได้

พอช่องรับสัญญาณมันไม่ตรงกัน ถึงแสดงความรักออกไปมากขนาดไหน อีกฝ่ายก็ไม่ได้รับรู้ สุดท้าย พอสะสมความน้อยใจเอาไว้จนทนต่อไม่ไหว ก็ต้องเลิกรากันไปตามระเบียบ


เพราะฉะนั้น... ลองกลับมาสังเกตตัวเองดูนะคะว่าปกติเราชอบภาษารักแบบไหน และเรากำลังแสดงภาษารักแบบไหนออกไปให้คนอื่น?

พอเข้าใจภาษารักของตัวเองแล้ว ก็ลองหันไปถามคนข้างๆ ดูค่ะว่า ตัวเขาล่ะมีภาษารักเป็นแบบไหน?

ที่สำคัญ... ภาษารักไม่จำเป็นต้องใช้แค่กับแฟนนะคะ ใช้กับคุณพ่อคุณแม่ ลูก ๆ หรือคนในบ้านได้หมดเลย เมื่อเราเข้าใจ ‘ภาษา’ ของเขาแล้ว เราจะได้ส่งมอบความรักและความห่วงใยในแบบที่ใจเขาเปิดรับได้ง่าย และทำให้เขาได้รับรู้ถึงความรักของเราได้จริงๆ ค่ะ 🤍
.
.
.
ณัฐ อยู่ดีดี
9.07.2026

ป.ล. นิยายที่ณัฐพูดถึงตอนต้นชื่อเรื่อง 'คุณทนายของผมคือเครื่องปั๊มเงินครับ' ตอนนี้ยังอ่านไม่จบเลยค่ะ แต่เท่าที่อ่านไปบอกเลยว่าสนุกค่าาาา!

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55 | YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

1 week ago (edited) | [YT] | 41

อยู่ดีดี live well

ไม่นานมานี้ ณัฐไปเจอคนใช้คำว่า Strengths & Limits (จุดแข็ง & ข้อจำกัด) มาค่ะ เห็นแล้วชอบมากเลย!

ปกติเวลาพูดถึงจุดแข็ง เรามักจะพ่วงคำว่า “จุดอ่อน” ติดมาด้วยเสมอใช่ไหมคะ? แต่พอใช้คำว่าจุดอ่อน มันชวนให้รู้สึกเหมือนมีจุดบกพร่อง เราอ่อนแอ หรือยังดีไม่พอ แค่คิดถึงมันก็รู้สึกเหมือนมีแรงต้านเกิดขึ้นในใจเบาๆ

แต่พอแค่พลิกวิธีคิดนิดเดียว... เปลี่ยนมาทำความเข้าใจ “จุดแข็ง & ข้อจำกัด” ของตัวเองก่อนที่จะตอบ Say Yes หรือ Say No กับอะไร มันทำให้เรารู้สึกผิดน้อยลงเยอะมาก เพราะเรารู้ว่าเรากำลังดีลอยู่กับ “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่ข้ออ้าง

แล้วข้อจำกัดในชีวิต มีหน้าตาแบบไหนบ้าง?

🧩 1. ข้อจำกัดจากสถานการณ์ (ปัจจัยภายนอกบีบมา)
เช่น เวลาที่มีน้อยเพราะต้องขับรถรับส่งคุณพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล, เงินทุนหรืออุปกรณ์ที่มีจำกัด, หรือโจทย์ของงานที่ถูกล็อกสเปกมาแต่ต้น สิ่งเหล่านี้คือตัวแปรที่เราต้องทำใจยอมรับ แล้วบริหารจัดการด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ให้ออกมาดีที่สุด

🧩 2. ข้อจำกัดที่เรากำหนดเอง (เพื่อดูแลร่างกายและจิตใจ)
เช่น การไม่นัดคุยงานช่วงเช้าเพราะจะเก็บสมองที่ปลอดโปร่งไว้คิดงาน, การปิดคอมตอน 20.00 น., หรือการให้เวลาตัวเองได้หยุดพักสมองโล่งๆ 2 วันเต็มหลังจบโปรเจกต์ใหญ่ ก่อนจะลุยงานชิ้นถัดไป

การรู้ข้อจำกัด ไม่ได้เป็นกรอบที่กักขังเราให้หมดอิสรภาพ...
แต่มันช่วยให้เราเข้าใจตัวเองว่า ตอนนี้เราทำอะไรได้ถึงแค่ไหน เพราะอะไร
มันคือ “ความชัดเจน” ที่เราเลือกแล้ว เพื่อไม่ให้ใครมาล้ำเส้น และไม่ฝืนตัวเองจนบอบช้ำ

แต่อย่างว่าแหละค่ะ... พูดยากเนอะ เพราะส่วนใหญ่เรามักจะรู้ขีดจำกัดของตัวเอง ก็ต่อเมื่อเราเผลอล้ำเส้นจน “พัง” ไปแล้วรอบหนึ่ง (ฮา) พังเสร็จก็ต้องมานั่งปัดฝุ่น ลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่

ถามว่าวิธีเรียนรู้แบบเจ็บตัวนี้มัน Healthy ไหม? ไม่เลยค่ะ! แต่เอาน่า... อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้บทเรียนว่า “คราวหน้าอย่าหาเรื่องทำแบบนี้อีก เธอมีข้อจำกัดตรงนี้อยู่!”

คือการรู้ข้อจำกัดของตัวเองตั้งแต่ต้น มันเหมือนตอนแก้สมการหลายตัวแปรที่เราใส่ ‘เงื่อนไข’ ลงไปในโจทย์เรียบร้อยแล้ว ตอนลงมือทำเราเลยโฟกัสกับงานได้เต็มที่ เพราะถือว่าข้อจำกัดพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ ไม่ใช่ปัญหาที่จะมาทำให้ปวดหัว ปวดใจ หรืออารมณ์เสียระหว่างทางอีก

ที่สำคัญ มันช่วยหยุดนิสัยชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นได้ชะงัดเลยล่ะค่ะ!

เวลาเห็นผลงานเจ๋งๆ ของคนอื่น หรือเห็นจำนวนชิ้นงานมหาศาลที่เขาผลิตได้ เราจะไม่กลับมาดูถูกตัวเองจนเสียอกเสียใจ เพราะเรารู้ดีว่า “ข้อจำกัดของคนเราต่างกัน” เราทำดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดที่เรามี... เท่านี้เอง จบ เคลียร์!

และแน่นอนว่า ความฟินขั้นสุดจะเกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งเราแข็งแรงขึ้น ฝีมือดีขึ้น เก่งขึ้น จนไปทลายข้อจำกัดเดิมของตัวเองลงได้ นั่นคือที่สุดของชัยชนะเลย! (แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคตนะ ตอนนี้ก็ยิ้มหวานและยอมรับข้อจำกัดที่มีอยู่ไปก่อน)

การรู้จักข้อจำกัดของตัวเองมันดีจริงๆ...
ไม่จำเป็นต้องฝืนกับสิ่งที่เป็น 'จุดอ่อน' เสียจนตัวเองแตกสลายพังทลาย
แค่รู้เท่าทัน และขีดเส้นจบไว้ที่ “ข้อจำกัด” ให้เป็นด่านหน้าของเราก่อนก็พอ 🤍

นั่นล่ะ รู้จุดแข็งแล้ว มารู้จักข้อจำกัดของตัวเองด้วยดีกว่า

ณัฐ อยู่ดีดี
2.07.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55 | YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

2 weeks ago | [YT] | 45

อยู่ดีดี live well

วันนี้ตกใจกล่องพัสดุมากค่ะ📦 เรื่องของเรื่องคือณัฐได้คุยกับทางสำนักพิมพ์ดราก้อนวอร์ เค้าจะส่ง The Inner Game of Tennis มาให้ เล่มนี้ดังยาวนานและเราก็อยากอ่านอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนขวนขวายมาอ่าน เพราะจะอ่านเล่ม eng มันก็ต้องใช้พลังใจนิดนึง แต่พอรู้ว่าทางดราก้อนวอร์เค้ามีแปลไทยออกมาแล้วนะ ดิฉันก็ยินดีตอบรับสิคะ อยากอ่านค่าาาา

แต่...ด้วยความที่ไม่ได้เช็กข้อมูลก่อนว่าเล่มจริงมันใหญ่ขนาดไหน พอเห็นกล่องพัสดุที่บ้านก็ช็อคแป๊บ...
เดี๋ยวนะ กล่องไซส์นี้มันใส่ Harry Potter เล่มจบได้เลยนะ ^^;;;
นี่ฉันเผลอไปตอบรับหนังสือ 800 หน้ามารึเปล่าเนียะ!?😱

แกะห่อออกมาปุ๊บ... โล่งใจและดีใจเลยค่ะ ที่แท้เป็นหนังสือ 3 เล่ม!😂 โอ๊ยยย ตกใจหมด!

เล่มที่ 1 The Inner Game of Tennis
หนังสือว่าด้วยการจัดการเสียงในหัว เป็นเล่มโปรดของ บิล เกตต์ ที่ฮีถึงกับต้องอ่านซ้ำ

เล่มที่ 2 Game Design Theory
เล่มนี้แอบเล็งในหน้าเพจ สนพ. ไว้อยู่แล้ว (แต่ไม่ได้บอกเค้าไปนะ) เพราะณัฐเคยไปลงเรียนคอร์สออกแบบเกมแล้วชอบมาก ออกแบบเกมคือศาสตร์แห่ง Storytelling และการสร้างโลกอีกรูปแบบนึง(ที่ต่างไปจากการเขียนนิยาย) ถึงตอนนั้นเราจะเรียนไม่รอดเพราะมันต้องใช้เวลาค่อยๆ เก็บรายละเอียด พอมาเห็นเล่มนี้ว่าพูดถึงเรื่องการออกแบบเกมก็ 'โอ้... น่าอ่านนนน!!!'

เล่มที่ 3 Human Errors ร่างกายวายป่วง
ชื่อเรื่องคือเหมาะกับคนป่วยๆ พังๆ สไตล์เราเหลือเกินค่ะ 5555

จะว่าไป ณัฐไม่ได้อัปเดตแผงหนังสือนานมากกกก อยู่เชียงใหม่ห่างไกลความศิวิไลซ์เหลือเกินค่ะคุณ! 🏔️ ถึงกับตกใจเลยที่ The Inner Game of Tennis มีแปลไทยแล้วดิฉันยังไม่รู้

อ่ะ...กองดองหลบไป กองใหม่มาแล้ว
รออ่านเลยค่าาาา! 📖✨


ขอบคุณสำนักพิมพ์ดราก้อนวอร์ที่ใจดีส่งหนังสือมาให้นะคะ🥰


ณัฐ อยู่ดีดี
1.07.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55 | YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

2 weeks ago | [YT] | 37

อยู่ดีดี live well

วันก่อน ณัฐนั่งดูคลิปสารคดี Fan-made เกี่ยวกับ Miyawaki Sakura ไอดอลคนโปรดของณัฐเองค่ะ เป็นคลิปยาวเกือบ 30 นาทีใน YouTube ที่คนทำคลิปเรียบเรียงดีมาก เล่าถึงเส้นทางความยากลำบากที่ซากุระก้าวข้ามผ่านมันมาได้พอดีๆ ไม่ดราม่าฟูมฟาย แถมยังขยันหาฟุตเทจมาประกอบเรื่องเล่าได้ละเอียดอย่างน่าทึ่ง!!!

ใครที่ตามซากุระมานาน จะรู้เลยว่า หน้าตาที่ดูหวานๆ แถมแลดูบอบบางสุดๆ นั้น เธอกลับมีจิตใจที่แข็งแกร่งและมีภาวะผู้นำเข้มแข็งที่แสดงออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่สิ่งที่ณัฐประทับใจในคลิปนี้ ไม่ใช่ซากุระหรอก แต่ในฐานะคนทำ YouTube เหมือนกัน เรามองเห็นเลยว่าเบื้องหลังคลิปนี้คือ 'ความวิริยะอุตสาหะ' ขั้นสุดในการรวบรวมไฟล์และการ Edit

ใจจริงจะพิมพ์คอมเมนต์แค่ "Thank you so much, great video!" ก็ได้ แต่ในฐานะแฟนคลับและคนทำยูทูปเหมือนกัน เราก็เห็นว่า... ผลงานที่ดีขนาดนี้ เราอยากบอกเขามากกว่านั้นนะ

ณัฐเลยคอมเมนต์เล่าสั้นๆ ไปว่าทำไมตัวเองถึงประทับใจซากุระ ชอบ Mindset และภาวะผู้นำของเธอจากตอนไหน ทั้งที่ตอนแรกไม่สนใจเธอเลย และขอบคุณคนทำคลิปที่ตั้งใจผลิตงานดีๆ แบบนี้ออกมา

แน่นอนว่าคุณเจ้าของช่องก็กด Like ให้ แล้วตอบกลับทันทีว่า "เป็นคอมเมนต์ที่ดีงามมากเลย" พร้อมเขียนต่ออย่างยาวอีกประมาณหนึ่ง ...ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เราคาดเดาได้

แต่ความพีคคือ 'วันถัดมา' ค่ะ

เขาย้อนกลับมากด '❤️' ให้คอมเมนต์นั้นหลังผ่านไปแล้ว 1 วัน!

นั่นแปลว่า คอมเมนต์ของเรามันทำงานกับใจเขา จนเขาจำสิ่งที่เราสื่อสารออกไปได้นานถึง 24 ชั่วโมง และถึงกับต้องย้อนกลับมากดหัวใจให้ พฤติกรรมนี้ของเขามันทำให้ณัฐทึ่งมากเลยนะ✨

เพราะนี่เป็นการกระทำที่ย้อนแย้งกับความไวและความเยอะของโลกออนไลน์มากค่ะ ท่ามกลางทะเลข้อความมหาศาล การที่เค้าวกกลับมาหา 'ควานหา' ข้อความของณัฐท่ามกลางคอมเมนต์มากมาย นี่คือการกระทำที่ต้อง 'ตั้งใจ' มากเเลยพื่อกลับมากด ให้ 'หัวใจ'

การกระทำเล็กๆ นี้ของเขาทำให้ณัฐได้เรียนรู้ว่า มนุษย์ต่างก็ต้องการให้คน 'มองเห็นคุณค่า' ในสิ่งที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมาทั้งนั้น

--

เรื่องนี้ทำให้ณัฐนึกถึง Webinar ของ Jay Clouse แห่ง Creator Science ที่ณัฐเพิ่งไปนั่งเรียนมา

เจบอกว่า "ใครๆ ก็อยากอยู่ในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครอยากเป็นชาวบ้าน"

พอลองคิดตามดู ก็จะพบว่า ในสมัยโบราณ มนุษย์อยู่รอดและวิวัฒนาการมาได้เพราะมารวมตัวกันเป็น 'หมู่บ้าน'

เราแบ่งเวรยามระวังสัตว์ร้ายตอนกลางวันตอนกลางคืน แบ่งหน้าที่คนนึงไปหาอาหารคนนึงหุงต้มได้ เกิดช่างปั้นดินเผา เกิดช่างตีดาบ อยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน

เมื่อมีคนแก่ล้มตายชาวบ้านก็พากันช่วยกันฝังและก็ปลอบประโลมใจลูกหลานของผู้เสียชีวิต

เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ แม่ๆ ก็ช่วยกันเลี้ยงดู ไม่ใช่แม่หนึ่งคนเลี้ยงดูเด็ก แต่คนทั้งหมู่บ้านช่วยกันเลี้ยงดูเด็กน้อย

"ใครๆ ก็อยากอยู่ในหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครยอมเป็นชาวบ้าน" ที่ Jay Clouse หมายถึงคือแบบนี้

เพราะ 'ชาวบ้าน' ที่เจหมายถึง คือคนประเภทที่มองว่า 'เรื่องส่วนรวมคืองานของเรา' เป็นความสัมพันธ์แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย Give & Take คิดถึงใจอีกฝ่าย เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ บรรยากาศสบายๆ ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านกัน

--

ตัดภาพมายุคนี้ ที่หลายคนเลือกจะเป็นแค่ 'ผู้บริโภค' (Consumer) ถือคติว่า "ฉันจ่ายเงิน/จ่ายเวลาแล้ว ฉันมีสิทธิ์จะทำอะไรก็ได้" แล้วก็ใช้สิทธิ์นั้นไปกับการพิมพ์คอมเมนต์แรงๆ สาดอารมณ์ใส่กัน เป็นฝ่าย "จะเอาๆ" อยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจว่าอีกฝั่งคือเพื่อนมนุษย์

เหมือนหมู่บ้านจัดสรรสมัยก่อนที่ไม่มีนิติบุคคล...
หมู่บ้านที่มี 'ชาวบ้าน' ช่วยกันลงขัน ติดไฟส่องสว่าง จ้างยาม ดูแลสวน หมู่บ้านนั้นก็น่าอยู่ เป็นที่ทางที่ปลอดภัย
กับหมู่บ้านที่ต่างคนต่างอยู่ เป็นแค่คนบ้านติดกันที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ สุดท้ายก็แห้งแล้ง มีแต่เรื่องแย่งที่จอดรถกันไปมา ถนนหนทางทรุดโทรม ต้นไม้วัชพืชระเกะระกะ

--

มนุษย์เรายังคงแสวงหา 'ที่ทางของตัวเอง' อยู่เสมอ และถ้าเจอสังคมที่ดี ผู้คนช่วยเหลือกัน เราก็เข้าไปมีส่วนร่วมร่วมด้วยช่วยกันไปกับเขา เป็นพื้นที่ที่คนมาอยู่แล้วก็อยากอยู่ต่อๆ ไป

ในดินแดนมหัศจรรย์ที่กว้างใหญ่อย่าง YouTube หรือโลกออนไลน์ที่คุณกับณัฐเจอกันอยู่ตอนนี้... ครีเอเตอร์หรือผู้คนทั่วโลกไม่มีทางรู้จักกันได้หมดหรอกค่ะ

แต่อย่างน้อย เราก็ดีใจที่ตัวเองทำหน้าที่เป็น 'ชาวบ้าน' คนหนึ่ง ได้เติมพลังใจให้เพื่อนร่วมหมู่บ้านออนไลน์โดยไม่รู้ตัว
.
.
.

ณัฐ อยู่ดีดี
25.06.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55
YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

#อยู่ดีดีlivewell #uddlivewell #nananatte

#Mindset #CreatorLife #Community #ความตระหนักรู้ในตนเอง

3 weeks ago | [YT] | 70

อยู่ดีดี live well

คุณฝันเอ้อระเหย เพื่อนของณัฐ เปิดประโยคมาว่า "เราไม่เชื่อเรื่อง Introvert-Extrovert น่ะ"

อินโทรเวิร์ตขนานแท้แบบณัฐฟังแล้วหูผึ่ง นั่งหลังตรง ต้องตั้งใจฟังเลยว่าเธอจะว่ายังไงต่อ

เรื่องของเรื่องคือ ตอน ป.1 คุณฝันเอ้อระเหยเป็นเด็กหญิงตัวเล็กจิ๋ว อ่อนแอ แลดูไม่สู้คนมากๆ เธอมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัวโตกว่า คอยเป็นปากเป็นเสียงแทนให้ทุกอย่าง ไปไหนด้วยกันตลอดแบบตัวติดหนึบ

คุณแม่ของคุณเค้าสังเกตอยู่ห่างๆ แล้วรู้สึกว่า "ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่ เดี๋ยวลูกเราจะกลายเป็นลิ่วล้อ ขาดความมั่นใจในตัวเองไปตลอดชีวิต"

พอขึ้น ป.2 คุณแม่เลยเดินไปขอคุณครูว่า "ขอแยกห้องเรียน ไม่ให้ลูกเรียนห้องเดียวกับเพื่อนคนนี้"

แหม...จะเหลือเหรอคะ!?

คุณฝันเอ้อระเหยมีเพื่อนอยู่คนเดียว ตอนที่รู้ว่าแม่ตัวเองทำอะไรลงไป เธอปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดมาก

แต่ในเมื่อแม่ก็จัดการไปแล้ว ครูก็เดินเรื่องให้แล้ว เด็กก็คือเด็กแหล่ะ ก็ต้องยอมรับสภาพ มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ ถึงจะไม่มีเพื่อนสนิทอยู่ข้างๆ ก็ต้องมีชีวิตอยู่ในโรงเรียนให้รอดได้ต่อไป

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กหญิงตัวเล็กจิ๋วอย่างคุณเค้าก็เลยต้องหัดยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้ เรียนรู้ที่จะสร้างเพื่อนใหม่ และปรับตัว

ไม่ต้องแปลกใจนะว่า ทำไมอ่านนิยายแต่ละเรื่องของนาง... นางเอกต้องสู้ชีวิตขนาดนั้น

ก็แม่ของคุณเค้าจัดให้คุณเค้าสู้สุดฤทธิ์มาตั้งแต่ป.2 แล้วอ่ะ!

--

คุณฝันเอ้อระเหย ก็เลยสรุปให้เราฟังว่า

"ถ้าวันนั้นแม่ไม่เข้ามาจัดการ เราก็อาจจะเชื่อไปแล้วว่าตัวเองเป็น Introvert แล้วก็รับบทเด็กเก็บตัวไปตลอดชีวิต... แต่พอสถานการณ์บังคับ นิสัยที่เราคิดว่าเปลี่ยนไม่ได้ มันก็เปลี่ยนได้อ่ะ ก็เลยไม่เชื่อเรื่อง Introvert - Extrovert อะไรนี่"

ส่วนเรามองว่า แนวคิดเรื่อง Introvert-Extrovert มันคือความคิดชุดนึง ที่เราเลือกจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ มันไม่ใช่ความจริงที่เป็น Fact แบบสัจธรรมโลก ดังนั้นเรามีเสรีภาพเต็มที่ที่จะเลือกเชื่ออะไรก็ได้ ก็เลยทำให้พอได้ยินคุณเค้าเล่ามาแบบนั้น Introvert สุดตัวแบบฉันฟังแล้วก็โอเค

สำหรับณัฐ
ณัฐไม่ได้มองว่า Introvert เป็นความขี้อาย ไม่กล้าพูด หรือเป็นปมด้อยใดๆ เลย
เรามองมันในแง่ 'การแลกเปลี่ยนพลังงานกับฝูงชน' เท่านั้นเลยค่ะ

เวลาเห็นวิทยากรสาย Extrovert ที่พลังชีวิตเจิดจ้าเหมือนตบสปอร์ตไลท์
ยิ่งผู้คนตอบรับมากเท่าไหร่ เขายิ่งได้พลังเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น...
ดิฉันผู้มีพลังชีวิตจืดจางเสียเหลือเกินนั้น... เห็นแล้วก็อิจฉาจังเลยค่ะ 555

เพราะตัดภาพมาที่ตัวเอง แค่อัดคลิปยูทูปพูดยาวๆ จบทีนึง พลังงานก็แทบจะหมดเกลี้ยงแล้ว อิจฉาคนพลังงานเยอะจริงๆ ค่ะ

--

เราเลือกที่จะมองว่า 'Introvert ไม่ใช่ข้ออ้าง และมันก็ไม่ได้เป็นปมด้อย' มากกว่า

เวลาตัวเองใจฝ่อทีไร อีโก้ในหัวพยายามจะหยิบเหตุผลของการเป็นคน Introvert มาใช้
เราก็จะยันเสียงในหัวตัวเองกลับไปว่า 'แต่ Bill Gates ก็เป็น Introvert นะ?'
พออ้างชื่อ Bill Gates บ่อยเข้าๆ อีโก้ก็ไม่กล้าอ้างเรื่อง Introvert กับเราอีกเลยค่ะ 555

ไม่ว่าจะ คีอานู รีฟส์, ฮายาโอะ มิยาซากิ หรือ ฮารูกิ มูราคามิ พวกเขาเป็น Introvert พวกเขายังทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้เลย ในเมื่อเราก็เป็น Introvert เหมือนกัน ทำไมถึงจะทำไม่ได้ล่ะ? ถ้างานตรงหน้าจะต้องเสร็จ ไม่ว่าคุณเป็นคนแบบไหน ก็ต้องทำให้เสร็จให้ได้เท่านั้นแหล่ะ

ถ้าเป็นคนสูญเสียพลังงานง่าย หน้าที่ของเราก็คือ ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับตัวเอง

ถ้าในที่ทำงานใช้พลังงานเยอะมากไปแล้ว งั้นนอกเวลางาน เราต้องรู้วิธีพักเพื่อชาร์จพลังส่วนตัวกลับคืนมา... เท่านั้นเองค่ะ

หรืออีกทางคือ "การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำงานให้เราสงบลง" 📌

ณัฐจะเลือกอุปกรณ์การทำงานให้ Spark Joy เข้าไว้ค่ะ เป็นเทคนิคที่ทำให้ตัวเองสบายใจเวลาทำงาน ไม่ว่าจะโต๊ะ เครื่องเขียน หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ นะ

--

ที่จริง คำว่า Introvert หรือ Extrovert ก็เป็นเพียงคำอธิบายลักษณะนิสัยวิธีหนึ่งเท่านั้น มันไม่ได้แปลว่าดีหรือแย่เลยค่ะ จะเป็นคนแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น

แค่เราเข้าใจตัวเอง และยอมรับคนในแบบที่เราเป็นให้ได้
Introvert ก็คือ Introvert... ชาร์จแบตเงียบๆ เสร็จเมื่อไหร่ เราก็พร้อมออกไปทำงานของเราให้เต็มที่ได้เหมือนกัน 🤍
.
.
.
ณัฐ อยู่ดีดี
18.06.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55
YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

#อยู่ดีดีlivewell #uddlivewell #nananatte

1 month ago | [YT] | 39

อยู่ดีดี live well

เห็นหลายคนชอบคลิป '7 การพักผ่อน' กันเยอะมากกก ณัฐเลยทำตอนต่อมาให้ค่ะ แต่จริงๆ รอบนี้คือ 'ภาคกำเนิด' ที่จะพาทุกคนดำดิ่งไปดูต้นตอกันว่า... ทำไมเราถึงกลายเป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมหยุดพักแบบนี้นะ?

บอกเลยว่ารากเหง้าของเรื่องนี้ มันไปไกลกว่าแค่เรื่อง Productivity ค่ะ!

ตัวณัฐเองถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ Sacred Rest ก็คงไม่ได้มองเห็นที่มาที่ไปของอาการ 'ไม่ยอมให้ตัวเองหยุดพัก' จนปล่อยให้ตัวเอง burnout มาได้ลึกซึ้งขนาดนี้ คุณหมอ Dalton-Smith แกขุดลงไปถึงนิสัย Say No ไม่เป็น รับจบทุกอย่าง

ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมเราไม่จัดลำดับความสำคัญให้การพักผ่อน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทุกคนก็อยากมีเวลาชิลล์ๆ กับครอบครัว คนรัก และเพื่อนๆ ทั้งนั้นนี่นา

ในคลิปนี้ณัฐเล่าเรื่อง 'พักทิพย์ vs พักผ่อน' เอาไว้ด้วยนะ หลายคนคิดว่าตัวเองนอนเล่นไถฟีดคือพักเยอะแล้ว แต่จริงๆ คือ 'พักทิพย์' ล้วนๆ เลยจร้าาา 🤣

ส่วนตัวณัฐใช้ Affirmation ว่า 'I rest in this existence.' มา 7 ปี มองการพักผ่อนเป็น State of being แต่พอมาเจอแง่มุมของคุณหมอที่อธิบายเรื่องการแลกเปลี่ยนพลังงาน (กาย ใจ จิตวิญญาณ) มันทำให้การเรียนรู้ของเรายังลงรายละเอียดเพิ่มขึ้นไปได้อีกระดับเลย โลกนี้มีอะไรให้ศึกษาไม่รู้จบจริงๆ ค่ะ

หวังว่าคลิปนี้จะช่วยให้ทุกคนหันมาสร้าง Strategic Rest ให้ตัวเองนะคะ ไม่ใช่ปล่อยตามยถากรรม รอให้พลังชีวิตเหลือ 0% แล้วสลบน็อคไป (สารภาพว่าณัฐก็ยังเป็นอยู่บ้างบางทีค่ะ 555)

มาดูแลตัวเองให้ดีกันค่ะ

👇🏼ไปดูคลิปกันเลยยยย
https://www.youtube.com/watch?v=F3w4G...

1 month ago | [YT] | 66

อยู่ดีดี live well

มีเพลงนมัสการพระเจ้าอยู่เพลงหนึ่งที่ณัฐชอบเป็นพิเศษ ชื่อเพลงว่า 'กิจการพระเจ้า' ค่ะ เวลาร้องเพลงนี้ประสานกันคู่กับเปียโน เสียงจะสะท้อนก้องไปในเพดานสูงของโบสถ์ ให้ความรู้สึกไพเราะ อ่อนโยน หวานชื่น รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

เนื้อเพลงคร่าวๆ พูดถึงอุปสรรคที่ผ่านมาในชีวิต เปรียบได้กับพายุร้ายที่ทำลายพืชผล แต่ในทางกลับกัน เมื่อลมพัดมา พระเจ้าก็จะใช้สายลมนั้นพัดพาเมล็ดพันธุ์ให้แพร่กระจายไป แล้วทุกอย่างก็จะงอกงามอุดมสมบูรณ์

... นั่นก็คือสิ่งที่เราจับใจความได้ในฐานะนักเรียนที่จบจากโรงเรียนคริสต์ค่ะ

--

พอโตขึ้น...
ระหว่างที่ไปช่วยพี่สาวเลี้ยงหลานที่ยังเป็นทารกน้อยตัวแดงๆ

ด้วยความที่ร้องเพลงกล่อมเด็กไม่เป็น ดิฉันก็เลยงัดเพลงในโบสถ์มาร้อง เดินอุ้มหลานพาดไหล่ไป ลูบหลังไป แล้วก็เดินร้องเพลงวนไป

ละแวกบ้านคุณพี่สาวตอนกลางวันเงียบมาก ก็จะมีแต่เราเดินร้องเพลงอยู่เงียบๆ แบบนั้น
และเมื่อเราอยู่ในความเงียบ เราย่อมซึมซับเนื้อเพลงได้มากกว่าเดิม ถึงได้ทำให้เห็นความหมายที่ซ่อนอยู่

เพลงนี้ไม่ได้แค่ให้กำลังใจคนทำงานที่เจออุปสรรค
แต่ในเนื้อเพลงกำลังใบ้ว่า 'คุณไม่รู้แผนการทั้งหมดของพระเจ้าหรอก พระเจ้าเตรียมแผนการที่ดีกว่าเอาไว้ให้คุณแล้ว”

ขณะเดียวกัน ก็มองเห็นว่า นี่คือเพลงที่เขียนมาเพื่อให้กำลังใจ ‘คนที่ทำงานในทางจิตวิญญาณ’ นี่นา

--

โรงเรียนของเราอายุเกินร้อยปีแล้วล่ะค่ะ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชื่อว่า 'พ่อครูแฮรีส' ทั้งที่ตอนนั้นพ่อครูอายุเพิ่ง 20 กว่า เรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ แต่ก็เลือกละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน นั่งเรือข้ามทวีปมายังบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ชื่อว่า 'ล้านนา' เพื่อเผยแผ่ศาสนา

มิชชันนารีก็ช่างกล้า พูดภาษาเขาก็ไม่ได้ แล้วยังจะมาเลือกตั้งโรงเรียนและสร้างโบสถ์ในบริเวณที่มีแต่ป่ารกชัฏอีก

ถ้าเลือกไปเมืองที่เจริญแล้วอย่างบางกอก เราก็จะไม่แปลกใจเท่าไหร่ แต่พ่อครูมาโผล่ที่เชียงใหม่ ...ดินแดนที่ผู้คนนับถือผีและพุทธ แถมเจ้าผู้ปกครองเชียงใหม่ตอนนั้นก็เพิ่งจะสั่งประหารคนเข้ารีตไปหมาดๆ เสียด้วยสิ

พอโรงเรียนมีคนเข้าเรียนมากเข้า ที่ตั้งเดิมก็คับแคบเกินไปแล้ว พ่อครูจึงเดินทางกลับอเมริกา ไประดมเงินทุนรอบใหม่ แล้วก็นั่งเรือข้ามทวีปกลับมาซื้อที่ริมน้ำปิงผืนใหญ่ จากบริติชบอร์เนียว

การเดินทางในสมัยก่อนไม่ได้สะดวกสบายแบบทุกวันนี้ เส้นทาง เชียงใหม่-อเมริกา ต้องเดินเรือข้ามสมุทรเข้าออกจากทางสิงคโปร์ ...คือแค่เดินรถจากเชียงใหม่ ไปให้ถึงสิงคโปร์ก็หลายเดือนแล้ว ^^;; กว่าจะไปกลับอเมริกาได้ก็กินเวลา 1 ปี

เป็นการเดินทางที่ไม่สะดวกสบาย แถมยังเต็มไปด้วยอันตรายอีกต่างหาก จิตใจของคนที่ทำงานเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้น น่านับถือมากจริงๆ

ที่ทุกวันนี้เชียงใหม่เต็มไปด้วยโรงเรียนเอกชนสายคริสต์เต็มไปหมด ก็ต้องขอบคุณคณะมิชชันนารีที่เข้ามาวางรากฐานการศึกษาที่ยอดเยี่ยมให้กับคนที่นี่ ทั้งสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล สร้างมหาวิทยาลัย ไปพร้อมๆ กับเผยแผ่คำสอนของพระเจ้า

การทำงานสายจิตวิญญาณย่อมต้องฟันฝ่าความยากลำบากมากมาย เรานับถือความกล้าหาญ ความเสียสละ วิสัยทัศน์ และความศรัทธาของมิชชันนารีมากเลยล่ะค่ะ

--

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน

ระหว่างที่กำลังนั่งอ่านหนังสือชื่อ Sacred Rest ของ Dr. Dalton-Smith ในที่สุด คุณหมอก็ไขข้อข้องใจในวัยเด็กของเราได้ในที่สุดว่า ทำไมเนื้อเพลง 'กิจการพระเจ้า' ถึงใช้อุปมาเรื่องเมล็ดพันธุ์กับการเกษตร

คุณหมอเขียนไว้ว่า:

'การต้องรับมือกับความตาย ความเจ็บปวด และโรคร้ายมาหลายปี สามารถทำให้คุณกลายเป็นคนด้านชาและแห้งแล้งได้ แต่ความศรัทธาจะช่วยรดน้ำลงบนผืนดินที่แห้งกรัง ช่วยให้ดินนุ่มลงและเตรียมพร้อมสำหรับการหว่านเมล็ดพันธุ์

'เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นร่วงหล่นลงมาทุกวัน บางครั้งผืนนาแห่งจิตวิญญาณของฉันก็พร้อมที่จะโอบกอดของขวัญชิ้นนี้ไว้นิ่งๆ บางครั้งก็ก้าวข้ามพวกมันไปอย่างเร่งรีบ บางครั้งเมล็ดพันธุ์ก็ถูกทำลายสิ้นด้วยกองไฟของภาวะ Burnout

'แต่ชาวนา (พระเจ้า) ก็ยังคงเดินหน้าหว่านเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นต่อไป ทรงหยิบยื่นโอกาสในทุกๆ วันที่จะปล่อยให้ชีวิตได้หยั่งรากลึก ทรงเผยความจริงและพระลักษณะของพระองค์ในทุกๆ วัน'

อุปมาของการหว่านเมล็ดพันธุ์ก็เป็นเช่นนี้เอง

--

ไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อแบบไหน จะเชื่อเรื่องพระเจ้า หรือจะเรียกว่า ‘เต๋าที่แท้จริงไม่มีชื่อเรียก’ ก็ตามแต่...

เราคิดว่า ก็ดีแล้วที่โลกเรามีความเชื่อที่หลากหลาย ให้เราได้เลือกรสชาติที่ใช่ในแบบของตัวเอง

ถึงอย่างไร เส้นทากลับ ‘บ้าน’ ก็คือเส้นทางกลับบ้าน
ถึงบ้านแล้วจึงจะรู้สึกสงบ สบาย เบิกบาน และได้พักผ่อน

มันไม่ใช่สถานที่ที่ต้องไปให้ถึง
แต่คือ 'สภาวะ ณ ปัจจุบันขณะนี้'

ไม่ต้องรอจนแก่ก่อนแล้วค่อยสงบ
ไม่ต้องรอจนเกษียณก่อนแล้วค่อยสบายใจ

มันขึ้นอยู่กับว่า ในวินาทีนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งความสงบที่โปรยปรายลงมาตลอดเวลานั้น... เรารับมันไว้แล้วหรือยัง?

และเราเลือกที่จะดูแล ชุบเลี้ยงมันให้เติบโตงอกงามในใจเราแล้วหรือเปล่า?

ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดินในใจของทุกคนนุ่มนวล พร้อมให้เมล็ดงอกงามนะคะ🌿✨
.
.
ณัฐ อยู่ดีดี
11.06.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55
YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

#อยู่ดีดีlivewell #uddlivewell #nananatte

1 month ago | [YT] | 47

อยู่ดีดี live well

มีโอกาสได้ไปร่วมเป็นอาสาสมัครในโครงการ koyori 2026 มาค่ะ แล้วมีสไลด์หน้าหนึ่งของอาจารย์วาดะ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์) ที่ณัฐสะดุดตาและคิดว่าเนื้อหาน่าสนใจมาก ๆ จนต้องหยิบมาฝากทุกคนค่ะ

อาจารย์บอกว่า พื้นฐานของคนทำงานสร้างสรรค์ (ไม่ว่าจะสายดีไซน์ สายเขียน หรือสายไหนก็ตาม) ประกอบด้วย 3 สิ่งนี้🎨✨

1. เทคนิค (Technique)
คือ 'องค์ความรู้' ในการลงมือทำสิ่งนั้น ๆ ยุคนี้เราหาเรียนหาอ่านได้ทั่วไป หรือจะเรียนจบเฉพาะทางมาก็ได้ ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญเกิดเป็นองค์ความรู้ในศาสตร์ของตัวเอง

ถ้าเป็นสายออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุศาสตร์ กระบวนการผลิต Ergonomics การสร้างโปรโตไทป์ ฯลฯ

ถ้าเป็นสายออกแบบกราฟิก คือ ทฤษฎีสี ระบบสี Composition Typography ฯลฯ

ถ้าเป็นสายเขียน คือ องค์ประกอบของ story คลังคำ การสร้างตัวละคร การสร้างโลก วิธีเล่าเรื่องให้ดึงดูดใจ หรือพลังในการโน้มน้าว/ขายของ (แล้วแต่ว่าเป็นนักเขียนสายไหน) ฯลฯ

2. เซนส์ (Sense)
คำนี้แปลเป็นไทยยากสักหน่อย อาจจะเรียกว่า 'สัญชาตญาณด้านความงาม' หรือรสนิยมเฉพาะตัวที่เกิดจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของแต่ละคน ซึ่งอาจารย์ย้ำว่า... เรื่องนี้สอนกันไม่ได้ค่ะ

บางคนมีอารมณ์ขัน พอบวกกับความมินิมอล ผลงานเลยออกมาเรียบง่ายแต่ชวนขำก๊าก เช่น ภาพการ์ตูนของคุณนัดเป็ด :-)

บางคนมองเห็นโครงสร้างเหลี่ยมมุมชัดเจน พอจับกล้องถ่ายรูป ถึงจะเป็นมุมธรรมดาในชีวิตประจำวัน ก็สามารถจัดองค์ประกอบภาพให้สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาอย่างท่วมท้นได้

บางคนมีเซนส์ความงามเป็นแนวอบอุ่น พอจัดเรียงเฟอร์นิเจอร์ จัดไฟสีนวลตา เว้นพื้นที่ว่างลงไป ก็สามารถเปลี่ยนห้องสี่เหลี่ยมจืดๆ แข็งๆ ให้กลายเป็นพื้นที่สบายใจ สวย และน่าซุกตัวทั้งวัน


3. ทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skill)
ข้อนี้ตอนแรกณัฐแอบแปลกใจนิดหน่อย แต่อาจารย์อธิบายได้เคลียร์มากค่ะ ว่าสุดท้ายแล้วงานสร้างสรรค์ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว และงานออกแบบก็มีเส้นแบ่งที่ต่างจาก Fine Art ตรงที่มีเรื่องพาณิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

- มนุษยสัมพันธ์ เพื่อให้เราทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ราบรื่น เช่น ถึงนักเขียนสามารถเขียนเรื่องทั้งหมดเสร็จได้ภายในคนเดียว แต่นักเขียนเองก็ต้องจ้างนักวาดปกเพื่อวาดปกให้ คุณต้องบรีฟงานให้คนอื่นเป็น และนักวาดเองก็ต้องพูดจารู้เรื่อง จัดตารางงานไม่ชน สื่อสารกันแบบมืออาชีพได้ และหนังสือ 1 เล่มก็ต้องผ่านมือและตาของบรรณาธิการและพิสูจน์อักษร

- ความเข้าใจมนุษย์ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจคนอื่น เราจะไม่มีวันสร้างงานที่ตอบโจทย์ชีวิตเขาได้เลย เช่น การออกแบบหูฟัง... ต้องคิดเผื่อว่าเขาจะใส่สบายไหม? ชาร์จไฟง่ายรึเปล่า? สายจะพันกันไหม? หรือไม่ต้องมีสายไปเลยจะดีกว่า?

การจะทำงานสร้างสรรค์ให้ดีได้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนเก่งที่มีรสนิยมเลอเลิศเท่านั้น แต่คือคนที่ทั้งเข้าใจมนุษย์และทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นค่ะ

ชอบมุมมองข้อไหนของอาจารย์วาดะกันบ้างคะ?
สำหรับณัฐแล้ว ข้อ 3 เป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงมาก่อนเลยล่ะค่ะ


ณัฐ อยู่ดีดี
4.06.2026

ช่องทางติดตาม 📌
FB: nananatte | IG: @nananatte55
YT: @uddlivewell | Goodreads: nananatte

#อยู่ดีดีlivewell #uddlivewell #nananatte

1 month ago | [YT] | 39