Stories Introducing the history of monks Creating amulets, chanting, viewing various amulets landmarks of the amulet
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
วันนี้ในอดีต 22 มิถุนายน 2415 “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” พระรูปสำคัญแห่งยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มรณภาพชาตกาล (วันเกิด) ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ครบรอบ 238 ปี ในปี พ.ศ. 2569 โดยท่านเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” พระเกจิอาจารย์รูปสำคัญแห่งยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมภพ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2331 ท่านบวชเป็นสามเณรที่ วัดเกศไชโย จังหวัดพิจิตร เมื่ออายุได้ 13 ปี จากนั้นได้ไปศึกษาธรรมะกับ “พระอรัญญิก เถระ (ด้วง)” ที่วัดบางขุนพรหมนอก (วัดอินทรวิหาร) กรุงเทพมหานคร และไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่ วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพมหานครท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉานลึกซึ้งในพระไตรปิฎก เป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และพระเจ้าแผ่นดิน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา เพื่อฝึกจิตนานถึง 15 ปี ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงนิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม ต่อมาเมื่อ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน)” วัดสระเกศฯ ถึงแก่มรณภาพ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาท่านขึ้นเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” สมเด็จพระพุฒาจารย์ องค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในวัย 76 พรรษาท่านเป็นพระภิกษุที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเทศนาธรรม โดยจะเลือกเทศน์ให้เหมาะกับบุคคล และกาลเทศะเสมอ ซึ่งบางครั้งท่านก็เทศน์เป็นปริศนาธรรมด้วย นอกจากนี้ ท่านเป็นผู้ค้นพบคัมภีร์โบราณที่วัดเก่าแห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า “#คาถาชินบัญชร”สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” มรณภาพเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2415 รวมพรรษาได้ 84 พรรษาประวัติและชาติกำเนิดช่วงชีวิต: (17 เมษายน พ.ศ. 2331 – 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415)ชาติกำเนิด: เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยสันนิษฐานว่าเกิดในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนจะย้ายเข้ามาบวชเรียนในเมืองหลวงสมณศักดิ์: ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงสุดเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 อัจฉริยภาพและผลงานความเชี่ยวชาญ: แตกฉานลึกซึ้งในพระไตรปิฎก และเก่งกาจด้านการแสดงธรรมเทศนา เทศน์สอนให้เข้าใจง่ายผู้ค้นพบคัมภีร์: เป็นผู้ค้นพบคัมภีร์โบราณก่อนนำมาเรียบเรียงและขนานนามว่า "คาถาชินบัญชร" ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่คนไทยนิยมสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลมาจนถึงปัจจุบันการสร้างศาสนสถาน: ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่โตมโหฬาร เช่น หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) และพระพุทธรูปที่วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทองวัตถุมงคล (พระสมเด็จ)จักรพรรดิพระเครื่อง: ท่านคือผู้สร้าง "พระสมเด็จวัดระฆัง" ซึ่งเป็นที่เสาะแสวงหาและได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเบญจภาคีพุทธคุณ: มีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าพระสมเด็จมีอานุภาพโดดเด่นด้านแคล้วคลาด ป้องกันภัย และเสริมสิริมงคลหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติสมถะและสันโดษ: แม้จะเป็นพระผู้ใหญ่ระดับสูง แต่ท่านยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย มักน้อย สันโดษ และมีเมตตาต่อผู้ตกยากเสมอมาชาวพุทธตัวอย่าง: ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดีของชาวพุทธ ทั้งในด้านความเพียร การศึกษาเล่าเรียน และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา #สมเด็จโตพรหมรังสี #สมเด็จโต #พระสมเด็จ #สมเด็จวัดระฆัง
1 week ago | [YT] | 18
View 0 replies
๑๔๗ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา และศิษยานุศิษย์ ร่วมงานพิธี มอบทุนการศึกษา พระภิกษุ ที่สอบ บาลีได้ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ วัดละหารไร่ จ.ระยอง#วาระครบรอบวันคล้ายวันเกิด พระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่ทิม) รำลึก ๑๔๗ ปี ชาตกาล"หลวงปู่ทิม อิสริโก"สุดยอดคณาจารย์ วัดละหารไร่ จ.ระยอง หรือ “พระครูภาวนาภิรัต” อดีตเจ้าอาวาส วัดละหารไร่ เป็นยอดพระคณาจารย์ที่มีพลังจิตแก่กล้ารูปหนึ่งของภาคตะวันออก ท่านเป็นคนถือสันโดษ ถือสมถะ ไม่ยึดติดทรัพย์สินใดๆ ท่านฉันอาหารเพียงมื้อเดียวและไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านสามารถตัดกิเลสออกไปทั้งปวงท่านเกิดเมื่อ ปีมะแม วันศุกร์ เดือน 7 ตรงกับวันที่ 16 เดือน มิถุนายน 2422 เป็นบุตรของนายแจ้ นางอินทร์ งามศรี ที่บ้านหัวทุ่งตาบุตร ตำบลละหาร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี) นามเดิมคือ “ทิม งามศรี” มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันเป็นชายทั้ง 3 คน ท่านเป็นคนกลาง และยังเป็นหลานของ “หลวงปู่สังข์” โดยมารดาของท่านเป็นน้องสาวหลวงปู่สังข์ ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมอย่างยิ่งในสมัยนั้น และยังเป็นผู้ก่อตั้ง “วัดละหารไร่” ขึ้น เป็นพระที่เรืองวิทยาอาคมมาก ว่ากันถึงขนาดว่า น้ำลายที่ท่านถมถ้าถูกพื้นๆ จะแตกจนเมื่อทางจังหวัดทราบถึงความเก่งกล้าในวิทยาอาคมของท่าน จึงนิมนต์มาอยู่ที่วัดเก๋งจีน และได้สร้างพระเนื้อตะกั่ววัดเก๋งจีนขึ้นหากแต่ก่อนที่จะไปอยู่วัดเก๋งจีนนั้น หลวงปู่สังข์ได้ทิ้งตำราและวิทยาการต่างๆ ไว้ที่วัดละหารไร่ทั้งหมด เพราะท่านไม่หวงแหนในวิชาของท่านแต่อย่างใด ท่านกล่าวว่า “ใครมีปัญญาก็ค้นคว้าเอาเอง”ต่อมาเมื่อมีอายุเจริญวัยได้ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดาได้นำตัวของหลวงปู่ทิมไปฝากไว้กับท่านพ่อสิงห์ ที่วัดได้เล่าเรียนหนังสือกับท่านพ่อสิงห์พระอาจารย์เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จนเมื่ออายุได้ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเป็นทหารและได้เข้าประจำการที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาถึง 4 ปีเศษ หลังปลดประจำการได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2449 ณ พัทธสีมา วัดละหารไร่ โดยมีพระครูขาว วัดทับมา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สิงห์ (พระอาจารย์ของท่าน ในขณะที่ท่านได้ศึกษาครั้งแรก) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อิสริโก” จากนั้นท่านได้มาอยู่ที่วัดกับพระอาจารย์สิงห์ 1 พรรษา โดยได้ค้นคว้าและศึกษาตำราของหลวงปู่สังข์ที่ทิ้งไว้ให้ตามตู้พระไตรปิฎก เมื่ออยู่ครบพรรษาแล้ว จึงออกธุดงค์ไปหลายจังหวัดเป็นเวลา 3 ปี แล้วเดินทางกลับมายังจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด ตอนแรกท่านจำพรรษาอยู่ที่ “วัดนามะตูม” เป็นเวลา 2 พรรษา โดยระหว่างนั้น ยังร่ำเรียนวิชากับเกจิอาจารย์หลายอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งฆราวาส โยมเริ่ม โยมรอด และโยมสาย นอกจากนี้ยังศึกษาตำราซึ่งตกทอดมาจากหลวงปู่สังข์เฒ่า เจ้าอาวาสวัดเก๋งจีนซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของหลวงปู่ทิม เป็นเวลา 2 ปี เศษ และต่อมาท่านจึงกลับมาอยู่ที่วัดละหารไร่หรือวัดไร่วารี ตามเดิมท่านเริ่มพัฒนาวัดขนานใหญ่ ด้วยความร่วมมือจากญาติโยมในท้องถิ่น จนต่อมาคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ท่านเป็น “พระอธิการทิมในปี 2478 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นประทวน ต่อมาในปี 2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรและในปี 2507 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูภาวนาภิรัติ”ในครั้งแรกท่านไม่ใยดีกับยศตำแหน่งที่ทางการคณะสงฆ์ได้มอบให้ และถูกทางคณะสงฆ์เร่งรัดให้ท่านเดินทางไปรับพัดยศที่จังหวัด ซึ่งท่านก็ไม่ไปรับ จนกระทั่งชาวบ้านรู้ข่าว จำต้องพร้อมใจกันจัดขบวนแห่ไปรับพัดยศ และตราตั้งมาถวายให้กับท่านถึงวัด ท่านจึงต้องจำยอมรับอย่างเสียมิได้หลวงปุ่ทิมเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส ทั้งนี้ ท่านฉันเช้าประมาณ 7 โมงเช้าและน้ำชาก็เวลา 4 โมงเย็น ถ้าเลยเวลาหลวงปู่ไม่ยอมฉันแม้แต่น้ำชา ท่านฉันข้าวมื้อเดียวมาประมาณ 47 ปี โดยงดเนื้อสัตว์จำพวก เนื้อ หมู เป็ด ไก่ หรืออาหารคาวทุกชนิด ว่ากันว่าแม้แต่น้ำปลาก็ไม่ฉัน แต่อาหารที่ท่านฉันเป็น ผัก ถั่ว หรือเส้นแกงร้อน น้ำพริกกับเกลือป่นอย่างนี้ตลอดมาท่านได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วันคณะศิษย์ได้จัดพิธีศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ หลังจากทำบุญ 100 วัน อุทิศส่วนกุศลให้กับหลวงปู่ทิมแล้ว ได้เก็บศพไว้ที่ศาลา ภาวนาภิรัต ศาลาการเปรียญ วัดละหารไร่ จนกระทั่งได้ทำการพระราชทานเพลิงศพท่านไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2526 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมสิริอายุได้ 96 ปี นับพรรษาได้ 69 พรรษาหลวงปู่ทิม อิสริโกเกิด 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422มรณภาพ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 อายุ 96 ปีอุปสมบท 7 มิถุนายน พ.ศ. 2449 พรรษา 69#เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่ทิม อิสริโก ที่เวียนมาบรรจบ 16 มิถุนายน 2569 กราบน้อมรำลึก บารมีหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ๑๔๗ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก ขอบารมีองค์หลวงปู่ทิม อิสริโก โปรดเมตตาโชคลาภ และคุ้มครองด้วยเทอญทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอดขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ" ติดตามผลงานได้ที่Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ" ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะรายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
2 weeks ago | [YT] | 31
View 1 reply
ประวัติ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ แห่งวัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัด นครสวรรค์ รับชมรับฟังได้แล้วที่ https://www.youtube.com/watch?v=mD_-t...ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต เป็นที่รู้จักในนาม "เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว" ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสร้างมีดหมอ และ วัตถุมงคลต่างๆ ที่มีประสบการณ์ด้านพุทธคุณ. ประวัติ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร จากหนังสือ กิตติคุณหลวงพ่อเดิม ธนิต อยู่โพธิ์ เรียบเรียง เกิดและเยาว์วัย หลวงพ่อเดิม เกิดที่บ้านหนองโพ เมื่อวันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๒๒ ตรงกับวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๓ โยมบิดาชื่อเนียม ภู่มณี เป็นชาวบ้านเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โยมมารดาชื่อภู่ ภู่มณี เป็นชาวบ้านหนองโพ โดยเหตุที่เป็นลูกคนแรกของบิดามารดา ปู่ย่าตายายจึงให้ชื่อว่า "เดิม" หลวงพ่อเดิม มีน้องร่วมบิดามารดาอีก ๕ คน คือ 1 พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) 2 นางทองคำ คงหาญ 3 นางพู ทองหนุน 4 นายดวน ภู่มณี 5 นางพัน จันทร์เจริญ 6 นางเปรื่อง หมื่นนราเดชจั่น นางภู่ ภู่มณี โยมมารดาหลวงพ่อเดิม เป็นลูกนางสี และ นายนาค นางสี เป็นลูกนายเชียง นางแก้ว และ นางแก้วเป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้หนึ่งในบรรดาบรรพบุรุษ ๗ ครัวเรือนที่อพยพมาตั้งหมู่บ้านหนองโพ เมื่อหลวงพ่อเดิม เกิดนั้นหลวงพ่อเฒ่า รอด ได้ล่วงลับไปแล้ว และผู้ครองวัดหนองโพก็ผลัดเปลี่ยนสมภารสืบต่อกันมา การศึกษาของหลวงพ่อเดิม เมื่อรุ่นเยาว์วัย ก่อนอุปสมบทนั้น คงจะไม่ไต้เล่าเรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก ยิ่งเป็นลูกคนโตของพ่อแม่ โอกาสที่จะได้เล่าเรียน อยู่วัดอยู่วา ในสมัยอายุเยาว์วัย ก็ย่อมมีน้อยที่สุด เข้าใจว่า หลวงพ่อเดิม เห็นจะไม่ได้เล่าเรียนอะไรเป็นล่ำเป็นสัน จึงไม่เคยได้ยินใครเล่าให้ฟังถึงการศึกษาของหลวงพ่อเดิม ในสมัยเยาว์วัย การอุปสมบท ต่อมาเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง โทศก ตรงกับวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี หลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌายะ และ หลวงพ่อเงิน (พระครูพยุหานุศาสก์) วัดพระปรางค์เหลือง ตำบลท่าน้ำอ้อย กับ หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ตำบลสระทะเล เป็นพระคู่สวด เมื่ออุปสมบท พระอุปัชฌาย์ให้นามฉายาว่า “พุทฺธสโร” หลวงพ่อเดิม มิเพียงร่ำเรียนวิชาปริยัติ คาถาอาคม วิปัสสนา แต่ท่านยังร่ำเรียนเรื่องการทำของขลังด้วย โดยพระอาจารย์ที่ท่านร่ำเรียนด้วยในทางนี้ เช่น หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ที่ได้ถ่ายทอดวิชาการทางวิปัสสนา คาถาอาคม การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง, หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ท่านได้ร่ำเรียน “วิชาน้ำมนต์จินดามณีสารพันนึก” หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว ที่นี่ท่านไปเรียนวิชา มีดหมอ จนต่อมาหลวงพ่อเดิม ได้ชื่อว่าชำนาญในเรื่องมีดหมอ และ มีชื่อเสียงมาก ว่ากันว่าการเรียนวิชาของหลวงพ่อเดิม นับแต่ ปริยัติ คาถาอาคม วิปัสสนา และการทำของขลัง สรุปรวมแล้วกินเวลาถึง 12 ปี นับแต่บวชมาทำให้ท่านมีความรู้มากมาย โดย หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง นี้ต่อมาเป็นพระครูพยุหานุศาสก์ เจ้าคณะแขวงพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ประชากรนับถือกันว่าเป็นพระผู้เฒ่าที่มี คาถาอาคมขลัง และมีชื่อเสียงทาง ด้าน “วิชาน้ำมนต์จินดามณีสารพันนึก” ครั้นหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเสด็จประพาส มณฑลนครสวรรค์ ขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาได้เสด็จขึ้นแวะเยี่ยมและโปรดให้ หลวงพ่อเงินรดน้ำมนต์ถวายเมื่อวันที่ ๑๑ สิงนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ (จาก - จดหมายเหตุเรื่องเสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕ ครั้งที่ ๒) ต่อมาครั้น หลวงพ่อเดิม อุปสมบทแล้วก็มาอยู่วัดหนองโพ และได้เริ่มเล่าเรียนศึกษาเป็นจริงเป็นจังในระยะนี้ เพราะเหตุที่หลวงพ่อเดิม ไม่มีโอกาสได้อยู่วัด เล่าเรียนศึกษากับพระมาตั้งแต่เยาว์วัย เหมือนกุลบุตรทั้งหลายโดยทั่วไปในสมัยนั้น ความรู้ในวิชาหนังสือและวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติกุลบุตรอื่นๆ ที่เคยเป็นศิษย์วัด เมื่อระยะเด็ก เขาศึกษาเล่าเรียนกันมา แต่ก่อนบวช ดังนั้น หลวงพ่อเดิม จึงต้องมาเล่าเรียน เอาเมื่อตอนอุปสมบทแล้วแทบทั้งนั้น หลวงพ่อเดิม เล่าให้ฟังว่า “ท่านมีนิสัยจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ คิดอะไรไม่ได้เป็นไม่ยอมหยุดคิด คิดมันไปจนออก จนเข้าใจ ดูอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ ก็คิดค้นมันไปจนแตกฉาน” พออุปสมบทแล้ว หลวงพ่อเดิม ก็ตั้งต้นศึกษาความรู้เป็นการใหญ่ เมื่อมาจำพรรษาอยู่ในวัด หนองโพ ตลอดเวลา ๗ พรรษาแรก ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและท่องคัมภีร์วินัย ๑๐ ผูก กับหลวงตาชม ซึ่งเป็นผู้ครองวัดหนองโพ อยู่ในเวลานั้น และศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและวิชาอาคมกับ นายพัน ชูพันธ์ ผู้ทรงวิทยาคุณ อยู่ในบ้านหนองโพ ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นเล็ก ของ หลวงพ่อเฒ่า และยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น คัมภีร์วินัย ๑๐ ผูก นั้นคือ หนังสือที่ต่อมาได้ตีพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มเรียกชื่อว่า บุพพสิกขาวรรณนา ของพระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส ภายหลังเมื่อ นายพัน ชูพันธ์ ถึงมรณกรรมแล้ว ได้ไปจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนกับ หลวงพ่อมี ณ วัดบ้านบน ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ อยู่วัดบ้านบน ๒ พรรษา ในตอนนี้หลวงพ่อเดิม ก็หาโอกาสไปเรียนและหัดเทศน์ กับพระอาจารย์นุ่ม วัดเขาทอง และไปมอบตัวเป็นศิษย์เรียนข้อธรรมและวินัยกับ อาจารย์แย้ม ซึ่งเป็นฆราวาส และอยู่ที่ วัดพระปรางค์เหลืองด้วย จนนับว่าเป็นผู้มีความรู้แตกฉานพอแก่สมัย จากนั้นก็เริ่มเป็นพระนักเทศน์ การเป็น พระนักเทศน์ ของ หลวงพ่อเดิม นั้น เล่ากันมาว่า หลวงพ่อเดิม เคยเทศน์เก่ง ทั้งเทศน์คู่และเทศน์เดี่ยว ฉลาดในการวิสัชนาปัญหาธรรม และเข้าใจแยกแยะให้ อรรถาธิบายข้อธรรมให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย จนปรากฏว่าในครั้งนั้นมีคนชอบนิมนต์หลวงพ่อเดิม ไปเทศน์กันเนืองๆ พูดกันจนถึงว่า พอเทศน์ในงานนี้จบ ก็มีคนเข้าไปประเคนพานหมากนิมนต์ไปเทศน์ในงานโน้นอีก ติดต่อกันไป หลวงพ่อเดิม เป็นนักเทศน์อยู่หลายปี แต่แล้วหลวงพ่อก็เลิกเทศน์ เหตุที่เลิกเทศน์นั้น เพราะหลวงพ่อปรารภว่า “มัวแต่ไปเที่ยวสอนคนอื่น และเอาสตางค์เขาเสียอีกด้วย ส่วนตัวเองไม่สอนสักที ต่อไปนี้ต้องสอนตัวเองเสียที”เรื่องเล่า กิตติคุณ ความขลัง ของหลวงพ่อเดิม สำหรับเรื่องเล่าปาฎิหาริย์มีดหมอหลวงพ่อเดิม นั้นมีข้อมูลจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ "ตำนานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม" เล่าว่า มีดหมอหลวงพ่อเดิมนี้บางท่านเรียกว่า “มีดปราบชาตรี” ด้วยว่าหลวงพ่อเดิมได้สร้างมีดหมอขึ้นมามีวัตถุประสงค์ประการหนึ่ง คือเพื่อเป็นการป้องกันการถูกรังแกจากพวกนักเลงหัวไม้ในอดีต ที่มักสักยันต์ลงคาถาอาคม อาบน้ำว่าน เพื่อให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพัน พกพาเครื่องรางของขลัง ทั้งที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ และปลุกเสกขึ้น แล้วออกรังแกชาวบ้านด้วยว่าตัวเองมีของดีปกป้องรักษา ดังนั้น หลวงพ่อเดิมจึงได้สร้างมีดหมอขึ้นมา ซึ่งมีพุทธคุณครอบจักรวาล คือ ป้องกันคุณไสย, ป้องกันตัวเองจากศัตรู, .ขับภูติผีปิศาจที่เข้าสิง, แก้อาถรรพ์ความคงกระพันชาตรี และ ป้องกันอสรพิษ และ สัตว์เขี้ยวงาทั้งหลาย ทั้งนี้ มีเรื่องเล่าขานถึง “ปาฏิหาริย์” มากมาย ดังเรื่องของ นายแกละ พ่อค้าในตลาดตาคลี ซึ่งได้ไปเที่ยวที่อำเภอตากฟ้า และได้เกิดไปมีเรื่องมีราวกับนักเลงเจ้าถิ่น ซึ่งมี 2 คน แถมด้วยปืน 2 กระบอก ทว่านายแกละได้พกมีดหมอของหลวงพ่อเดิมติดกายไปด้วย เมื่อเจ้าถิ่นทั้ง 2 ลั่นกระสุนเข้าใส่ร่างของ นายแกละ ต่อหน้าผู้เห็นเหตุการณ์นับสิบคน คมกระสุนไม่อาจเจาะผ่านร่างของ นายแกละ แต่ประการใดไม่ กิตติคุณในเรื่อง “วิชาขลัง” ของหลวงพ่อเดิม นั้น เป็นที่เลื่องลือกันแพร่หลายมานานหนักหนา มีเรื่องเล่ากันต่างๆ หลายอย่างหลายเรื่อง เมื่อมีโอกาสจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อเดิม ตรงๆ ว่า “มีดีจริงอย่างที่เขาเลื่องลือกันหรือขอรับ ?” ท่านก็ยิ้มแล้วตอบว่า “เขาพากันเชื่อถือกันว่าอย่างนั้นดี มาขอให้ทำ ก็ทำให้” ฟังดูเหมือนหลวงพ่อเดิม ทำให้ตามใจผู้ขอ เมื่อเขาต้องการ ท่านก็ทำให้ จึงกราบเรียนต่อไปว่า “คาถาแต่ละบทดูครูบาอาจารย์แต่ก่อน ท่านก็บอกฝอยของท่านไว้ล้วนแต่ดีๆ บางบทก็ใช้ได้หลายอย่างหลายด้าน จะเป็นจริงตามนั้นบ้างไหม ?” หลวงพ่อเดิม ได้ไปรดชี้แจงอย่างกลางๆ เป็นความสั้นๆ ว่า “ของจริง รู้จริง เห็นจริง ย่อมทำได้จริง” ครั้นได้ฟังอย่างนี้ ก็มิได้กราบเรียนซักถามหลวงพ่อเดิมอีก ต่อไป แต่หลวงพ่อเดิมได้เมตตาบอกคาถาให้มา ขอนำ คาถาบางส่วน มาไว้ต่อท้ายประวัติของหลวงพ่อเดิม ดังนี้ คาถาและมนต์บางบท ของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จากหนังสือ กิตติคุณหลวงพ่อเดิม ธนิต อยู่โพธิ์ เรียบเรียง พิมพ์ตามที่หลวงพ่อบอกให้จดไว้ ๑. คาถาหายตัว นะ ห้าม โม ปิด พุท มิดหัว ทา ล้อมตัว ยะ ซ่อนหัว หายตัวบัดนี้ นะ จงงง โม จังงัง พุท กำบัง ทา ละลาย ยะ สูญหาย อนัตตา สูญเปล่า ฯเะ เสือมาก็ไม่กลัว ได้เชื่อแล้ว ได้พบเห็นมาแล้วด้วยตนเอง ๒. มหานิยม โอม มะศรี มะศรี ตัวกูนี้งาม คือ ฟ้า หน้ากูขาว คือ ดอกบัว หัวกูงาม คือ กงจักร คนเห็นรัก โอมมะประสิทธิเม อิติ ฯ อุปเท่ห์ การใช้พระคาถา ใช้เสกขี้ผึ้งสีปากและเสกผ้านุ่งผ้าห่ม เสกแป้งผัดหน้า มีสง่าราศีใครเห็นรักใคร่ ๓. คาถานางกวัก โอม มหาประสิทธิโชคอันอุดม โอม ปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกคนเดียวขื่อนางกวัก ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงรัก รู้จักทุกตำบล คนรักทุกถ้วนหน้า พวกพาณิชชา กูไปค้าเมืองแมน กูค้าหัวแหวนก็ได้แสนทะนาน ค้าสารพัดก็ได้คล่องๆ กูค้าเงินก็ได้เต็มกล่อง กูค้าทองก็ได้เต็มหาบ (เพี้ยง) วันนี้สารพัด กูได้เต็มหาบมาเรือน สามเดือนก็เป็นเศรษฐี สามปีสารพัดสำเร็จ โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิ์ให้แก่กูคนเดียว สวาหะ ฯ ใช้เป็นมหานิยมทางค้าขายดีนักแล คาถาบูชา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ อิติอะระหัง สุขะโต พุทธสโร หลวงพ่อเดิม นามะเต อาจาริโยเม อายัสมา อาจาริโยเม ภันเตโหหิ สวด ๑ จบ สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ กิตติคุณหลวงพ่อเดิม และ ท่านผู้ชมผู้ฟัง ฝากติดตาม ผลงานของ ช่อง ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด หาก ข้อมูล มีความผิดพลาดประการใด ต้อง ขอ อภัย ไว้ ณ ที่นี้ ด้วย ขอบคุณครับ
7 months ago | [YT] | 5
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ นี้ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ ประชาชนทุกหมู่เหล่าล้วน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
8 months ago | [YT] | 7
เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าคณะศิษย์อาจารย์ยอด #ทรงพระเจริญ#วันเฉลิมพระชนมพรรษา
11 months ago | [YT] | 8
๑๔๖ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา และศิษยานุศิษย์ ร่วมงานบุญพิธี วันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๘ #วาระครบรอบคล้ายวันเกิด พระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่ทิม) ในพิธีทำบุญ อุทิศถวายอดีตเจ้าอาวาส และบุรพาจารย์ #กำหนดการ เวลา ๐๙.๐๙ น. พิธีเททองหล่อรูปเหมือน หลวงปู่ทิม หน้าตัก ๒๙ นิ้ว เวลา ๑๐.๐๐ น. พิธีทักษิณานุปทาน เวลา ๑๑.๐๐ น. เลี้ยงภัตราหารเพลพระภิกษุ /สามเณร และชี พราหมณ์รำลึก ๑๔๖ ปี ชาตกาล"หลวงปู่ทิม อิสริโก" สุดยอดคณาจารย์วัดละหารไร่ จ.ระยอง หรือ “พระครูภาวนาภิรัต” อดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ เป็นยอดพระคณาจารย์ที่มีพลังจิตแก่กล้ารูปหนึ่งของภาคตะวันออก ท่านเป็นคนถือสันโดษ ถือสมถะ ไม่ยึดติดทรัพย์สินใดๆ ท่านฉันอาหารเพียงมื้อเดียวและไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านสามารถตัดกิเลสออกไปทั้งปวง ท่านเกิดเมื่อ ปีมะแม วันศุกร์ เดือน 7 ตรงกับวันที่ 16 เดือน มิถุนายน 2422 เป็นบุตรของนายแจ้ นางอินทร์ งามศรี ที่บ้านหัวทุ่งตาบุตร ตำบลละหาร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี) นามเดิมคือ “ทิม งามศรี” มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันเป็นชายทั้ง 3 คน ท่านเป็นคนกลาง และยังเป็นหลานของ “หลวงปู่สังข์” โดยมารดาของท่านเป็นน้องสาวหลวงปู่สังข์ ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมอย่างยิ่งในสมัยนั้น และยังเป็นผู้ก่อตั้ง “วัดละหารไร่” ขึ้น เป็นพระที่เรืองวิทยาอาคมมาก ว่ากันถึงขนาดว่า น้ำลายที่ท่านถมถ้าถูกพื้นๆ จะแตก จนเมื่อทางจังหวัดทราบถึงความเก่งกล้าในวิทยาอาคมของท่าน จึงนิมนต์มาอยู่ที่วัดเก๋งจีน และได้สร้างพระเนื้อตะกั่ววัดเก๋งจีนขึ้น หากแต่ก่อนที่จะไปอยู่วัดเก๋งจีนนั้น หลวงปู่สังข์ได้ทิ้งตำราและวิทยาการต่างๆ ไว้ที่วัดละหารไร่ทั้งหมด เพราะท่านไม่หวงแหนในวิชาของท่านแต่อย่างใด ท่านกล่าวว่า “ใครมีปัญญาก็ค้นคว้าเอาเอง” ต่อมาเมื่อมีอายุเจริญวัยได้ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดาได้นำตัวของหลวงปู่ทิมไปฝากไว้กับท่านพ่อสิงห์ ที่วัดได้เล่าเรียนหนังสือกับท่านพ่อสิงห์พระอาจารย์เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จนเมื่ออายุได้ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเป็นทหารและได้เข้าประจำการที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาถึง 4 ปีเศษ หลังปลดประจำการได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2449 ณ พัทธสีมา วัดละหารไร่ โดยมีพระครูขาว วัดทับมา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สิงห์ (พระอาจารย์ของท่าน ในขณะที่ท่านได้ศึกษาครั้งแรก) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อิสริโก” จากนั้นท่านได้มาอยู่ที่วัดกับพระอาจารย์สิงห์ 1 พรรษา โดยได้ค้นคว้าและศึกษาตำราของหลวงปู่สังข์ที่ทิ้งไว้ให้ตามตู้พระไตรปิฎก เมื่ออยู่ครบพรรษาแล้ว จึงออกธุดงค์ไปหลายจังหวัดเป็นเวลา 3 ปี แล้วเดินทางกลับมายังจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด ตอนแรกท่านจำพรรษาอยู่ที่ “วัดนามะตูม” เป็นเวลา 2 พรรษา โดยระหว่างนั้น ยังร่ำเรียนวิชากับเกจิอาจารย์หลายอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งฆราวาส โยมเริ่ม โยมรอด และโยมสาย นอกจากนี้ยังศึกษาตำราซึ่งตกทอดมาจากหลวงปู่สังข์เฒ่า เจ้าอาวาสวัดเก๋งจีนซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของหลวงปู่ทิม เป็นเวลา 2 ปี เศษ และต่อมาท่านจึงกลับมาอยู่ที่วัดละหารไร่หรือวัดไร่วารี ตามเดิม ท่านเริ่มพัฒนาวัดขนานใหญ่ ด้วยความร่วมมือจากญาติโยมในท้องถิ่น จนต่อมาคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ท่านเป็น “พระอธิการทิม ในปี 2478 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นประทวน ต่อมาในปี 2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรและในปี 2507 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูภาวนาภิรัติ” ในครั้งแรกท่านไม่ใยดีกับยศตำแหน่งที่ทางการคณะสงฆ์ได้มอบให้ และถูกทางคณะสงฆ์เร่งรัดให้ท่านเดินทางไปรับพัดยศที่จังหวัด ซึ่งท่านก็ไม่ไปรับ จนกระทั่งชาวบ้านรู้ข่าว จำต้องพร้อมใจกันจัดขบวนแห่ไปรับพัดยศ และตราตั้งมาถวายให้กับท่านถึงวัด ท่านจึงต้องจำยอมรับอย่างเสียมิได้ หลวงปุ่ทิมเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส ทั้งนี้ ท่านฉันเช้าประมาณ 7 โมงเช้าและน้ำชาก็เวลา 4 โมงเย็น ถ้าเลยเวลาหลวงปู่ไม่ยอมฉันแม้แต่น้ำชา ท่านฉันข้าวมื้อเดียวมาประมาณ 47 ปี โดยงดเนื้อสัตว์จำพวก เนื้อ หมู เป็ด ไก่ หรืออาหารคาวทุกชนิด ว่ากันว่าแม้แต่น้ำปลาก็ไม่ฉัน แต่อาหารที่ท่านฉันเป็น ผัก ถั่ว หรือเส้นแกงร้อน น้ำพริกกับเกลือป่นอย่างนี้ตลอดมา ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน คณะศิษย์ได้จัดพิธีศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ หลังจากทำบุญ 100 วัน อุทิศส่วนกุศลให้กับหลวงปู่ทิมแล้ว ได้เก็บศพไว้ที่ศาลา ภาวนาภิรัต ศาลาการเปรียญ วัดละหารไร่ จนกระทั่งได้ทำการพระราชทานเพลิงศพท่านไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2526 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมสิริอายุได้ 96 ปี นับพรรษาได้ 69 พรรษาหลวงปู่ทิม อิสริโก เกิด 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422 มรณภาพ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 อายุ 96 ปีอุปสมบท 7 มิถุนายน พ.ศ. 2449 พรรษา 69#เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่ทิม อิสริโก ที่เวียนมาบรรจบ 16 มิถุนายน 2568 กราบน้อมรำลึก บารมีหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ๑๔๖ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก ขอบารมีองค์หลวงปู่ทิม อิสริโก โปรดเมตตาโชคลาภ และคุ้มครองด้วยเทอญทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด ขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ" ติดตามผลงานได้ที่ Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ" ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะรายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
1 year ago (edited) | [YT] | 12
View 2 replies
ขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของ อาจารย์ ชินพร สุขสถิตย์ ประธานมูลนิธิ หลวงปู่ทิม อิสริโก, ศิษย์คนสุดท้ายของ หลวงปู่ทิม อิสริโก ผู้ถวายงานสร้างวัตถุมงคล แด่หลวงปู่ทิม อิสริโก อันเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน หลายอย่างแห่งวงการพระเครื่อง และวงการศาสนา และยังเป็นผู้สร้างตำนาน พระชุดชินบัญชร พระกริ่งชินบัญชร เหรียญเจริญพร เหรียญเสมา 8 รอบ ปรกองค์จ้อย และวัตถุมงคลหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ อันโด่งดังหลายรุ่น ด้วยบุญกุศลที่ท่านสร้างสาธารณะประโยชน์ไว้มากมาย ขอให้ดวงวิญญาณของท่าน สู่สุคติในสัมปรายภพ ตราบนิรันดร์
1 year ago | [YT] | 4
#วันจักรี ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี อันเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นวันครบรอบการก่อตั้งราชวงศ์จักรี ทั้งยังเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของไทย น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมหาจักรีบรมราชวงศ์ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอดขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ" ติดตามผลงานได้ที่ Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ" ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะ รายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
1 year ago | [YT] | 11
ทรงพระเจริญ ๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด #พระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ฉศก จ.ศ. 1316 ตรงกับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า นางแก้ว อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า ทูลกระหม่อมน้อย #พระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ (2 เมษายน พ.ศ. 2498 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2520) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี (5 ธันวาคม พ.ศ. 2520 – 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี (5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 – ปัจจุบัน) ขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ" ติดตามผลงานได้ที่ Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ" ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะ รายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
1 year ago | [YT] | 14
#วันมาฆบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่ง วันมาฆบูชา 2568 นี้ตรงกับวันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ และในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้ "วันมาฆบูชา" เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" อีกด้วย#ประวัติและความสำคัญของวันมาฆบูชา วันมาฆบูชา มากจากคำว่า “มาฆบูชา” มาจากคำว่า “มาฆะ” หรือ “มาฆบุรณมี” ซึ่งเป็นชื่อย่อของเดือน 3 หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือน 3 ตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ แสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก โดยสรุปใจความของการแสดงธรรมครั้งนี้คือ "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"#เหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันมาฆบูชา มีทั้งหมด 4 อย่าง จึงเรียกอีกชื่อว่า จาตุรงคสันนิบาต ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ มีดังนี้ 1. พระสงฆ์ 1,250 รูป มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ 2. พระสงฆ์ 1,250 รูป ได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้า เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” 3. พระสงฆ์ 1,250 รูป ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ 4. พระสงฆ์ 1,250 รูป มาชุมนุมตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3#กิจกรรมต่าง ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ 3 รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี#อานิสงส์ของการเวียนเทียน ทำให้จิตใจตื่นเบิกบาน เกิดความปิติยินดี ทำให้จิตใจสงบบริสุทธิ์ เป็นสมาธิ และเกิดปัญญา ทำให้เข้าใจในสังสารวัฎ การเวียนว่ายตายเกิด ทำให้จิตใจหลุดพ้นจากเวทนาและนิวรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง#ประวัติวันมาฆบูชา ในประเทศไทย ในปี พ.ศ.2394 ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชา ครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรก ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา"วันมาฆบูชา" ถือเป็น "วันพระธรรม" "วันวิสาขบูชา" ถือเป็น "วันพระพุทธ" "วันอาสาฬหบูชา" เป็น "วันพระสงฆ์"
1 year ago (edited) | [YT] | 9
View 4 replies
Load more
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
วันนี้ในอดีต 22 มิถุนายน 2415 “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” พระรูปสำคัญแห่งยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มรณภาพ
ชาตกาล (วันเกิด) ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ครบรอบ 238 ปี ในปี พ.ศ. 2569 โดยท่านเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” พระเกจิอาจารย์รูปสำคัญแห่งยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมภพ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2331 ท่านบวชเป็นสามเณรที่ วัดเกศไชโย จังหวัดพิจิตร เมื่ออายุได้ 13 ปี จากนั้นได้ไปศึกษาธรรมะกับ “พระอรัญญิก เถระ (ด้วง)” ที่วัดบางขุนพรหมนอก (วัดอินทรวิหาร) กรุงเทพมหานคร และไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่ วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพมหานคร
ท่านเป็นผู้มีความรู้แตกฉานลึกซึ้งในพระไตรปิฎก เป็นที่เคารพเลื่อมใสของประชาชนทั่วไป รวมถึงเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และพระเจ้าแผ่นดิน ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ท่านได้ธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา เพื่อฝึกจิตนานถึง 15 ปี
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงนิมนต์ท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม ต่อมาเมื่อ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน)” วัดสระเกศฯ ถึงแก่มรณภาพ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาท่านขึ้นเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” สมเด็จพระพุฒาจารย์ องค์ที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในวัย 76 พรรษา
ท่านเป็นพระภิกษุที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเทศนาธรรม โดยจะเลือกเทศน์ให้เหมาะกับบุคคล และกาลเทศะเสมอ ซึ่งบางครั้งท่านก็เทศน์เป็นปริศนาธรรมด้วย นอกจากนี้ ท่านเป็นผู้ค้นพบคัมภีร์โบราณที่วัดเก่าแห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า “#คาถาชินบัญชร”
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” มรณภาพเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2415 รวมพรรษาได้ 84 พรรษา
ประวัติและชาติกำเนิดช่วงชีวิต: (17 เมษายน พ.ศ. 2331 – 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415)ชาติกำเนิด: เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยสันนิษฐานว่าเกิดในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนจะย้ายเข้ามาบวชเรียนในเมืองหลวงสมณศักดิ์: ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สูงสุดเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ ในสมัยรัชกาลที่ 4
อัจฉริยภาพและผลงานความเชี่ยวชาญ: แตกฉานลึกซึ้งในพระไตรปิฎก และเก่งกาจด้านการแสดงธรรมเทศนา เทศน์สอนให้เข้าใจง่ายผู้ค้นพบคัมภีร์: เป็นผู้ค้นพบคัมภีร์โบราณก่อนนำมาเรียบเรียงและขนานนามว่า "คาถาชินบัญชร" ซึ่งเป็นบทสวดมนต์ที่คนไทยนิยมสวดเพื่อความเป็นสิริมงคลมาจนถึงปัจจุบันการสร้างศาสนสถาน: ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่โตมโหฬาร เช่น หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) และพระพุทธรูปที่วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทอง
วัตถุมงคล (พระสมเด็จ)จักรพรรดิพระเครื่อง: ท่านคือผู้สร้าง "พระสมเด็จวัดระฆัง" ซึ่งเป็นที่เสาะแสวงหาและได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเบญจภาคีพุทธคุณ: มีความเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าพระสมเด็จมีอานุภาพโดดเด่นด้านแคล้วคลาด ป้องกันภัย และเสริมสิริมงคล
หลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติสมถะและสันโดษ: แม้จะเป็นพระผู้ใหญ่ระดับสูง แต่ท่านยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย มักน้อย สันโดษ และมีเมตตาต่อผู้ตกยากเสมอมาชาวพุทธตัวอย่าง: ท่านได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดีของชาวพุทธ ทั้งในด้านความเพียร การศึกษาเล่าเรียน และการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
#สมเด็จโตพรหมรังสี #สมเด็จโต #พระสมเด็จ #สมเด็จวัดระฆัง
1 week ago | [YT] | 18
View 0 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
๑๔๗ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่
ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา และศิษยานุศิษย์
ร่วมงานพิธี มอบทุนการศึกษา พระภิกษุ ที่สอบ บาลีได้ ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๙
วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ วัดละหารไร่ จ.ระยอง
#วาระครบรอบวันคล้ายวันเกิด พระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่ทิม)
รำลึก ๑๔๗ ปี ชาตกาล"หลวงปู่ทิม อิสริโก"
สุดยอดคณาจารย์ วัดละหารไร่ จ.ระยอง
หรือ “พระครูภาวนาภิรัต” อดีตเจ้าอาวาส วัดละหารไร่ เป็นยอดพระคณาจารย์ที่มีพลังจิตแก่กล้ารูปหนึ่งของภาคตะวันออก
ท่านเป็นคนถือสันโดษ ถือสมถะ ไม่ยึดติดทรัพย์สินใดๆ ท่านฉันอาหารเพียงมื้อเดียวและไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านสามารถตัดกิเลสออกไปทั้งปวง
ท่านเกิดเมื่อ ปีมะแม วันศุกร์ เดือน 7 ตรงกับวันที่ 16 เดือน มิถุนายน 2422 เป็นบุตรของนายแจ้ นางอินทร์ งามศรี ที่บ้านหัวทุ่งตาบุตร ตำบลละหาร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี)
นามเดิมคือ “ทิม งามศรี” มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันเป็นชายทั้ง 3 คน ท่านเป็นคนกลาง และยังเป็นหลานของ “หลวงปู่สังข์” โดยมารดาของท่านเป็นน้องสาวหลวงปู่สังข์ ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมอย่างยิ่งในสมัยนั้น และยังเป็นผู้ก่อตั้ง “วัดละหารไร่” ขึ้น เป็นพระที่เรืองวิทยาอาคมมาก ว่ากันถึงขนาดว่า น้ำลายที่ท่านถมถ้าถูกพื้นๆ จะแตก
จนเมื่อทางจังหวัดทราบถึงความเก่งกล้าในวิทยาอาคมของท่าน จึงนิมนต์มาอยู่ที่วัดเก๋งจีน และได้สร้างพระเนื้อตะกั่ววัดเก๋งจีนขึ้น
หากแต่ก่อนที่จะไปอยู่วัดเก๋งจีนนั้น หลวงปู่สังข์ได้ทิ้งตำราและวิทยาการต่างๆ ไว้ที่วัดละหารไร่ทั้งหมด เพราะท่านไม่หวงแหนในวิชาของท่านแต่อย่างใด ท่านกล่าวว่า “ใครมีปัญญาก็ค้นคว้าเอาเอง”
ต่อมาเมื่อมีอายุเจริญวัยได้ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดาได้นำตัวของหลวงปู่ทิมไปฝากไว้กับท่านพ่อสิงห์ ที่วัดได้เล่าเรียนหนังสือกับท่านพ่อสิงห์พระอาจารย์เป็นเวลาประมาณ 1 ปี
จนเมื่ออายุได้ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเป็นทหารและได้เข้าประจำการที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาถึง 4 ปีเศษ หลังปลดประจำการได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2449 ณ พัทธสีมา วัดละหารไร่ โดยมีพระครูขาว วัดทับมา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สิงห์ (พระอาจารย์ของท่าน ในขณะที่ท่านได้ศึกษาครั้งแรก) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อิสริโก”
จากนั้นท่านได้มาอยู่ที่วัดกับพระอาจารย์สิงห์ 1 พรรษา โดยได้ค้นคว้าและศึกษาตำราของหลวงปู่สังข์ที่ทิ้งไว้ให้ตามตู้พระไตรปิฎก เมื่ออยู่ครบพรรษาแล้ว จึงออกธุดงค์ไปหลายจังหวัดเป็นเวลา 3 ปี แล้วเดินทางกลับมายังจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด
ตอนแรกท่านจำพรรษาอยู่ที่ “วัดนามะตูม” เป็นเวลา 2 พรรษา โดยระหว่างนั้น ยังร่ำเรียนวิชากับเกจิอาจารย์หลายอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งฆราวาส โยมเริ่ม โยมรอด และโยมสาย นอกจากนี้ยังศึกษาตำราซึ่งตกทอดมาจากหลวงปู่สังข์เฒ่า เจ้าอาวาสวัดเก๋งจีนซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของหลวงปู่ทิม เป็นเวลา 2 ปี เศษ และต่อมาท่านจึงกลับมาอยู่ที่วัดละหารไร่หรือวัดไร่วารี ตามเดิม
ท่านเริ่มพัฒนาวัดขนานใหญ่ ด้วยความร่วมมือจากญาติโยมในท้องถิ่น จนต่อมาคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ท่านเป็น “พระอธิการทิม
ในปี 2478 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นประทวน
ต่อมาในปี 2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร
และในปี 2507 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูภาวนาภิรัติ”
ในครั้งแรกท่านไม่ใยดีกับยศตำแหน่งที่ทางการคณะสงฆ์ได้มอบให้ และถูกทางคณะสงฆ์เร่งรัดให้ท่านเดินทางไปรับพัดยศที่จังหวัด ซึ่งท่านก็ไม่ไปรับ จนกระทั่งชาวบ้านรู้ข่าว จำต้องพร้อมใจกันจัดขบวนแห่ไปรับพัดยศ และตราตั้งมาถวายให้กับท่านถึงวัด ท่านจึงต้องจำยอมรับอย่างเสียมิได้
หลวงปุ่ทิมเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส ทั้งนี้ ท่านฉันเช้าประมาณ 7 โมงเช้าและน้ำชาก็เวลา 4 โมงเย็น ถ้าเลยเวลาหลวงปู่ไม่ยอมฉันแม้แต่น้ำชา ท่านฉันข้าวมื้อเดียวมาประมาณ 47 ปี โดยงดเนื้อสัตว์จำพวก เนื้อ หมู เป็ด ไก่ หรืออาหารคาวทุกชนิด ว่ากันว่าแม้แต่น้ำปลาก็ไม่ฉัน แต่อาหารที่ท่านฉันเป็น ผัก ถั่ว หรือเส้นแกงร้อน น้ำพริกกับเกลือป่นอย่างนี้ตลอดมา
ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน
คณะศิษย์ได้จัดพิธีศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ หลังจากทำบุญ 100 วัน อุทิศส่วนกุศลให้กับหลวงปู่ทิมแล้ว ได้เก็บศพไว้ที่ศาลา ภาวนาภิรัต ศาลาการเปรียญ วัดละหารไร่ จนกระทั่งได้ทำการพระราชทานเพลิงศพท่านไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2526 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมสิริอายุได้ 96 ปี นับพรรษาได้ 69 พรรษา
หลวงปู่ทิม อิสริโก
เกิด 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422
มรณภาพ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518
อายุ 96 ปี
อุปสมบท 7 มิถุนายน พ.ศ. 2449
พรรษา 69
#เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่ทิม อิสริโก ที่เวียนมาบรรจบ 16 มิถุนายน 2569 กราบน้อมรำลึก บารมีหลวงปู่ทิม อิสริโก
วัดละหารไร่ ๑๔๗ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก ขอบารมีองค์หลวงปู่ทิม อิสริโก โปรดเมตตาโชคลาภ และคุ้มครองด้วยเทอญ
ทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ"
ติดตามผลงานได้ที่
Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ"
ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ
ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะ
รายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
2 weeks ago | [YT] | 31
View 1 reply
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
ประวัติ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร หรือ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ แห่งวัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัด นครสวรรค์ รับชมรับฟังได้แล้วที่
https://www.youtube.com/watch?v=mD_-t...
ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีต เป็นที่รู้จักในนาม "เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว" ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสร้างมีดหมอ และ
วัตถุมงคลต่างๆ ที่มีประสบการณ์ด้านพุทธคุณ.
ประวัติ หลวงพ่อเดิม พุทธสโร
จากหนังสือ กิตติคุณหลวงพ่อเดิม ธนิต อยู่โพธิ์ เรียบเรียง
เกิดและเยาว์วัย
หลวงพ่อเดิม เกิดที่บ้านหนองโพ เมื่อวันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๒๒ ตรงกับวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๓ โยมบิดาชื่อเนียม ภู่มณี เป็นชาวบ้านเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โยมมารดาชื่อภู่ ภู่มณี เป็นชาวบ้านหนองโพ โดยเหตุที่เป็นลูกคนแรกของบิดามารดา ปู่ย่าตายายจึงให้ชื่อว่า "เดิม"
หลวงพ่อเดิม มีน้องร่วมบิดามารดาอีก ๕ คน คือ
1 พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม)
2 นางทองคำ คงหาญ
3 นางพู ทองหนุน
4 นายดวน ภู่มณี
5 นางพัน จันทร์เจริญ
6 นางเปรื่อง หมื่นนราเดชจั่น
นางภู่ ภู่มณี โยมมารดาหลวงพ่อเดิม เป็นลูกนางสี และ นายนาค นางสี เป็นลูกนายเชียง นางแก้ว และ นางแก้วเป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้หนึ่งในบรรดาบรรพบุรุษ ๗ ครัวเรือนที่อพยพมาตั้งหมู่บ้านหนองโพ
เมื่อหลวงพ่อเดิม เกิดนั้นหลวงพ่อเฒ่า รอด ได้ล่วงลับไปแล้ว และผู้ครองวัดหนองโพก็ผลัดเปลี่ยนสมภารสืบต่อกันมา การศึกษาของหลวงพ่อเดิม เมื่อรุ่นเยาว์วัย ก่อนอุปสมบทนั้น คงจะไม่ไต้เล่าเรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก ยิ่งเป็นลูกคนโตของพ่อแม่ โอกาสที่จะได้เล่าเรียน อยู่วัดอยู่วา ในสมัยอายุเยาว์วัย ก็ย่อมมีน้อยที่สุด เข้าใจว่า หลวงพ่อเดิม เห็นจะไม่ได้เล่าเรียนอะไรเป็นล่ำเป็นสัน จึงไม่เคยได้ยินใครเล่าให้ฟังถึงการศึกษาของหลวงพ่อเดิม ในสมัยเยาว์วัย
การอุปสมบท
ต่อมาเมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง โทศก ตรงกับวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี หลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌายะ และ หลวงพ่อเงิน (พระครูพยุหานุศาสก์) วัดพระปรางค์เหลือง ตำบลท่าน้ำอ้อย กับ หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ตำบลสระทะเล เป็นพระคู่สวด
เมื่ออุปสมบท พระอุปัชฌาย์ให้นามฉายาว่า “พุทฺธสโร”
หลวงพ่อเดิม มิเพียงร่ำเรียนวิชาปริยัติ คาถาอาคม วิปัสสนา แต่ท่านยังร่ำเรียนเรื่องการทำของขลังด้วย โดยพระอาจารย์ที่ท่านร่ำเรียนด้วยในทางนี้ เช่น
หลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ที่ได้ถ่ายทอดวิชาการทางวิปัสสนา คาถาอาคม การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง,
หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง ท่านได้ร่ำเรียน “วิชาน้ำมนต์จินดามณีสารพันนึก”
หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว ที่นี่ท่านไปเรียนวิชา มีดหมอ จนต่อมาหลวงพ่อเดิม ได้ชื่อว่าชำนาญในเรื่องมีดหมอ และ มีชื่อเสียงมาก
ว่ากันว่าการเรียนวิชาของหลวงพ่อเดิม นับแต่ ปริยัติ คาถาอาคม วิปัสสนา และการทำของขลัง สรุปรวมแล้วกินเวลาถึง 12 ปี นับแต่บวชมาทำให้ท่านมีความรู้มากมาย
โดย หลวงพ่อเงิน วัดพระปรางค์เหลือง นี้ต่อมาเป็นพระครูพยุหานุศาสก์ เจ้าคณะแขวงพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ประชากรนับถือกันว่าเป็นพระผู้เฒ่าที่มี คาถาอาคมขลัง และมีชื่อเสียงทาง
ด้าน “วิชาน้ำมนต์จินดามณีสารพันนึก”
ครั้นหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงเสด็จประพาส มณฑลนครสวรรค์ ขึ้นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาได้เสด็จขึ้นแวะเยี่ยมและโปรดให้ หลวงพ่อเงินรดน้ำมนต์ถวายเมื่อวันที่ ๑๑ สิงนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ (จาก - จดหมายเหตุเรื่องเสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕ ครั้งที่ ๒)
ต่อมาครั้น หลวงพ่อเดิม อุปสมบทแล้วก็มาอยู่วัดหนองโพ และได้เริ่มเล่าเรียนศึกษาเป็นจริงเป็นจังในระยะนี้ เพราะเหตุที่หลวงพ่อเดิม ไม่มีโอกาสได้อยู่วัด เล่าเรียนศึกษากับพระมาตั้งแต่เยาว์วัย เหมือนกุลบุตรทั้งหลายโดยทั่วไปในสมัยนั้น ความรู้ในวิชาหนังสือและวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติกุลบุตรอื่นๆ ที่เคยเป็นศิษย์วัด เมื่อระยะเด็ก เขาศึกษาเล่าเรียนกันมา แต่ก่อนบวช ดังนั้น หลวงพ่อเดิม จึงต้องมาเล่าเรียน เอาเมื่อตอนอุปสมบทแล้วแทบทั้งนั้น
หลวงพ่อเดิม เล่าให้ฟังว่า
“ท่านมีนิสัยจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ คิดอะไรไม่ได้เป็นไม่ยอมหยุดคิด คิดมันไปจนออก
จนเข้าใจ ดูอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ความ ก็คิดค้นมันไปจนแตกฉาน”
พออุปสมบทแล้ว หลวงพ่อเดิม ก็ตั้งต้นศึกษาความรู้เป็นการใหญ่ เมื่อมาจำพรรษาอยู่ในวัด
หนองโพ ตลอดเวลา ๗ พรรษาแรก ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและท่องคัมภีร์วินัย ๑๐ ผูก กับหลวงตาชม ซึ่งเป็นผู้ครองวัดหนองโพ อยู่ในเวลานั้น และศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมและวิชาอาคมกับ
นายพัน ชูพันธ์ ผู้ทรงวิทยาคุณ อยู่ในบ้านหนองโพ ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นเล็ก ของ หลวงพ่อเฒ่า และยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น
คัมภีร์วินัย ๑๐ ผูก นั้นคือ หนังสือที่ต่อมาได้ตีพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มเรียกชื่อว่า บุพพสิกขาวรรณนา ของพระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส
ภายหลังเมื่อ นายพัน ชูพันธ์ ถึงมรณกรรมแล้ว ได้ไปจำพรรษาและศึกษาเล่าเรียนกับ
หลวงพ่อมี ณ วัดบ้านบน ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ อยู่วัดบ้านบน ๒ พรรษา ในตอนนี้หลวงพ่อเดิม ก็หาโอกาสไปเรียนและหัดเทศน์ กับพระอาจารย์นุ่ม วัดเขาทอง และไปมอบตัวเป็นศิษย์เรียนข้อธรรมและวินัยกับ อาจารย์แย้ม ซึ่งเป็นฆราวาส และอยู่ที่ วัดพระปรางค์เหลืองด้วย จนนับว่าเป็นผู้มีความรู้แตกฉานพอแก่สมัย จากนั้นก็เริ่มเป็นพระนักเทศน์
การเป็น พระนักเทศน์ ของ หลวงพ่อเดิม นั้น
เล่ากันมาว่า หลวงพ่อเดิม เคยเทศน์เก่ง ทั้งเทศน์คู่และเทศน์เดี่ยว ฉลาดในการวิสัชนาปัญหาธรรม และเข้าใจแยกแยะให้ อรรถาธิบายข้อธรรมให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย จนปรากฏว่าในครั้งนั้นมีคนชอบนิมนต์หลวงพ่อเดิม ไปเทศน์กันเนืองๆ พูดกันจนถึงว่า พอเทศน์ในงานนี้จบ ก็มีคนเข้าไปประเคนพานหมากนิมนต์ไปเทศน์ในงานโน้นอีก ติดต่อกันไป
หลวงพ่อเดิม เป็นนักเทศน์อยู่หลายปี แต่แล้วหลวงพ่อก็เลิกเทศน์ เหตุที่เลิกเทศน์นั้น
เพราะหลวงพ่อปรารภว่า
“มัวแต่ไปเที่ยวสอนคนอื่น และเอาสตางค์เขาเสียอีกด้วย ส่วนตัวเองไม่สอนสักที ต่อไปนี้ต้องสอนตัวเองเสียที”
เรื่องเล่า กิตติคุณ ความขลัง ของหลวงพ่อเดิม
สำหรับเรื่องเล่าปาฎิหาริย์มีดหมอหลวงพ่อเดิม นั้นมีข้อมูลจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ "ตำนานเล่าขานพระผู้ทรงฌานอภิญญา ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม" เล่าว่า มีดหมอหลวงพ่อเดิมนี้บางท่านเรียกว่า “มีดปราบชาตรี” ด้วยว่าหลวงพ่อเดิมได้สร้างมีดหมอขึ้นมามีวัตถุประสงค์ประการหนึ่ง คือเพื่อเป็นการป้องกันการถูกรังแกจากพวกนักเลงหัวไม้ในอดีต ที่มักสักยันต์ลงคาถาอาคม อาบน้ำว่าน เพื่อให้ร่างกายอยู่ยงคงกระพัน พกพาเครื่องรางของขลัง ทั้งที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ และปลุกเสกขึ้น แล้วออกรังแกชาวบ้านด้วยว่าตัวเองมีของดีปกป้องรักษา
ดังนั้น หลวงพ่อเดิมจึงได้สร้างมีดหมอขึ้นมา ซึ่งมีพุทธคุณครอบจักรวาล คือ ป้องกันคุณไสย, ป้องกันตัวเองจากศัตรู, .ขับภูติผีปิศาจที่เข้าสิง, แก้อาถรรพ์ความคงกระพันชาตรี และ ป้องกันอสรพิษ และ สัตว์เขี้ยวงาทั้งหลาย ทั้งนี้ มีเรื่องเล่าขานถึง “ปาฏิหาริย์” มากมาย ดังเรื่องของ
นายแกละ พ่อค้าในตลาดตาคลี ซึ่งได้ไปเที่ยวที่อำเภอตากฟ้า และได้เกิดไปมีเรื่องมีราวกับนักเลงเจ้าถิ่น ซึ่งมี 2 คน แถมด้วยปืน 2 กระบอก ทว่านายแกละได้พกมีดหมอของหลวงพ่อเดิมติดกายไปด้วย เมื่อเจ้าถิ่นทั้ง 2 ลั่นกระสุนเข้าใส่ร่างของ นายแกละ ต่อหน้าผู้เห็นเหตุการณ์นับสิบคน
คมกระสุนไม่อาจเจาะผ่านร่างของ นายแกละ แต่ประการใดไม่
กิตติคุณในเรื่อง “วิชาขลัง” ของหลวงพ่อเดิม นั้น เป็นที่เลื่องลือกันแพร่หลายมานานหนักหนา
มีเรื่องเล่ากันต่างๆ หลายอย่างหลายเรื่อง เมื่อมีโอกาสจึงกราบเรียนถามหลวงพ่อเดิม ตรงๆ ว่า
“มีดีจริงอย่างที่เขาเลื่องลือกันหรือขอรับ ?”
ท่านก็ยิ้มแล้วตอบว่า “เขาพากันเชื่อถือกันว่าอย่างนั้นดี มาขอให้ทำ ก็ทำให้”
ฟังดูเหมือนหลวงพ่อเดิม ทำให้ตามใจผู้ขอ เมื่อเขาต้องการ ท่านก็ทำให้ จึงกราบเรียนต่อไปว่า
“คาถาแต่ละบทดูครูบาอาจารย์แต่ก่อน ท่านก็บอกฝอยของท่านไว้ล้วนแต่ดีๆ บางบทก็ใช้ได้หลายอย่างหลายด้าน จะเป็นจริงตามนั้นบ้างไหม ?”
หลวงพ่อเดิม ได้ไปรดชี้แจงอย่างกลางๆ เป็นความสั้นๆ ว่า
“ของจริง รู้จริง เห็นจริง ย่อมทำได้จริง”
ครั้นได้ฟังอย่างนี้ ก็มิได้กราบเรียนซักถามหลวงพ่อเดิมอีก ต่อไป แต่หลวงพ่อเดิมได้เมตตาบอกคาถาให้มา ขอนำ คาถาบางส่วน มาไว้ต่อท้ายประวัติของหลวงพ่อเดิม ดังนี้
คาถาและมนต์บางบท
ของ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
จากหนังสือ กิตติคุณหลวงพ่อเดิม
ธนิต อยู่โพธิ์ เรียบเรียง พิมพ์ตามที่หลวงพ่อบอกให้จดไว้
๑. คาถาหายตัว
นะ ห้าม โม ปิด พุท มิดหัว
ทา ล้อมตัว ยะ ซ่อนหัว หายตัวบัดนี้
นะ จงงง โม จังงัง พุท กำบัง
ทา ละลาย ยะ สูญหาย อนัตตา สูญเปล่า ฯเะ
เสือมาก็ไม่กลัว ได้เชื่อแล้ว ได้พบเห็นมาแล้วด้วยตนเอง
๒. มหานิยม
โอม มะศรี มะศรี
ตัวกูนี้งาม คือ ฟ้า
หน้ากูขาว คือ ดอกบัว
หัวกูงาม คือ กงจักร
คนเห็นรัก โอมมะประสิทธิเม อิติ ฯ
อุปเท่ห์ การใช้พระคาถา
ใช้เสกขี้ผึ้งสีปากและเสกผ้านุ่งผ้าห่ม เสกแป้งผัดหน้า มีสง่าราศีใครเห็นรักใคร่
๓. คาถานางกวัก
โอม มหาประสิทธิโชคอันอุดม
โอม ปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกคนเดียวขื่อนางกวัก
ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงรัก รู้จักทุกตำบล
คนรักทุกถ้วนหน้า พวกพาณิชชา กูไปค้าเมืองแมน
กูค้าหัวแหวนก็ได้แสนทะนาน
ค้าสารพัดก็ได้คล่องๆ กูค้าเงินก็ได้เต็มกล่อง
กูค้าทองก็ได้เต็มหาบ (เพี้ยง)
วันนี้สารพัด กูได้เต็มหาบมาเรือน
สามเดือนก็เป็นเศรษฐี สามปีสารพัดสำเร็จ
โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิ์ให้แก่กูคนเดียว
สวาหะ ฯ ใช้เป็นมหานิยมทางค้าขายดีนักแล
คาถาบูชา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
อิติอะระหัง สุขะโต พุทธสโร
หลวงพ่อเดิม นามะเต อาจาริโยเม
อายัสมา อาจาริโยเม ภันเตโหหิ
สวด ๑ จบ
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณข้อมูล จากหนังสือ กิตติคุณหลวงพ่อเดิม
และ ท่านผู้ชมผู้ฟัง ฝากติดตาม ผลงานของ ช่อง ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
หาก ข้อมูล มีความผิดพลาดประการใด ต้อง ขอ อภัย ไว้ ณ ที่นี้ ด้วย
ขอบคุณครับ
7 months ago | [YT] | 5
View 0 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ นี้ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ ประชาชนทุกหมู่เหล่าล้วน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
8 months ago | [YT] | 7
View 0 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
วันที่ 28 กรกฎาคม 2568
ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้าคณะศิษย์อาจารย์ยอด
#ทรงพระเจริญ
#วันเฉลิมพระชนมพรรษา
11 months ago | [YT] | 8
View 0 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
๑๔๖ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่
ขอเชิญท่านผู้มีจิตศรัทธา และศิษยานุศิษย์
ร่วมงานบุญพิธี วันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๘
#วาระครบรอบคล้ายวันเกิด พระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่ทิม)
ในพิธีทำบุญ อุทิศถวายอดีตเจ้าอาวาส และบุรพาจารย์
#กำหนดการ
เวลา ๐๙.๐๙ น. พิธีเททองหล่อรูปเหมือน หลวงปู่ทิม หน้าตัก ๒๙ นิ้ว
เวลา ๑๐.๐๐ น. พิธีทักษิณานุปทาน
เวลา ๑๑.๐๐ น. เลี้ยงภัตราหารเพลพระภิกษุ /สามเณร และชี พราหมณ์
รำลึก ๑๔๖ ปี ชาตกาล"หลวงปู่ทิม อิสริโก"
สุดยอดคณาจารย์วัดละหารไร่ จ.ระยอง
หรือ “พระครูภาวนาภิรัต” อดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ เป็นยอดพระคณาจารย์ที่มีพลังจิตแก่กล้ารูปหนึ่งของภาคตะวันออก
ท่านเป็นคนถือสันโดษ ถือสมถะ ไม่ยึดติดทรัพย์สินใดๆ ท่านฉันอาหารเพียงมื้อเดียวและไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านสามารถตัดกิเลสออกไปทั้งปวง
ท่านเกิดเมื่อ ปีมะแม วันศุกร์ เดือน 7 ตรงกับวันที่ 16 เดือน มิถุนายน 2422 เป็นบุตรของนายแจ้ นางอินทร์ งามศรี ที่บ้านหัวทุ่งตาบุตร ตำบลละหาร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี)
นามเดิมคือ “ทิม งามศรี” มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันเป็นชายทั้ง 3 คน ท่านเป็นคนกลาง และยังเป็นหลานของ “หลวงปู่สังข์” โดยมารดาของท่านเป็นน้องสาวหลวงปู่สังข์ ซึ่งเป็นพระปรมาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมอย่างยิ่งในสมัยนั้น และยังเป็นผู้ก่อตั้ง “วัดละหารไร่” ขึ้น เป็นพระที่เรืองวิทยาอาคมมาก ว่ากันถึงขนาดว่า น้ำลายที่ท่านถมถ้าถูกพื้นๆ จะแตก
จนเมื่อทางจังหวัดทราบถึงความเก่งกล้าในวิทยาอาคมของท่าน จึงนิมนต์มาอยู่ที่วัดเก๋งจีน และได้สร้างพระเนื้อตะกั่ววัดเก๋งจีนขึ้น
หากแต่ก่อนที่จะไปอยู่วัดเก๋งจีนนั้น หลวงปู่สังข์ได้ทิ้งตำราและวิทยาการต่างๆ ไว้ที่วัดละหารไร่ทั้งหมด เพราะท่านไม่หวงแหนในวิชาของท่านแต่อย่างใด ท่านกล่าวว่า “ใครมีปัญญาก็ค้นคว้าเอาเอง”
ต่อมาเมื่อมีอายุเจริญวัยได้ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดาได้นำตัวของหลวงปู่ทิมไปฝากไว้กับท่านพ่อสิงห์ ที่วัดได้เล่าเรียนหนังสือกับท่านพ่อสิงห์พระอาจารย์เป็นเวลาประมาณ 1 ปี
จนเมื่ออายุได้ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเป็นทหารและได้เข้าประจำการที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาถึง 4 ปีเศษ หลังปลดประจำการได้อุปสมบท เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2449 ณ พัทธสีมา วัดละหารไร่ โดยมีพระครูขาว วัดทับมา เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เกตุ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์สิงห์ (พระอาจารย์ของท่าน ในขณะที่ท่านได้ศึกษาครั้งแรก) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “อิสริโก”
จากนั้นท่านได้มาอยู่ที่วัดกับพระอาจารย์สิงห์ 1 พรรษา โดยได้ค้นคว้าและศึกษาตำราของหลวงปู่สังข์ที่ทิ้งไว้ให้ตามตู้พระไตรปิฎก เมื่ออยู่ครบพรรษาแล้ว จึงออกธุดงค์ไปหลายจังหวัดเป็นเวลา 3 ปี แล้วเดินทางกลับมายังจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด
ตอนแรกท่านจำพรรษาอยู่ที่ “วัดนามะตูม” เป็นเวลา 2 พรรษา โดยระหว่างนั้น ยังร่ำเรียนวิชากับเกจิอาจารย์หลายอาจารย์ด้วยกัน รวมทั้งฆราวาส โยมเริ่ม โยมรอด และโยมสาย นอกจากนี้ยังศึกษาตำราซึ่งตกทอดมาจากหลวงปู่สังข์เฒ่า เจ้าอาวาสวัดเก๋งจีนซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของหลวงปู่ทิม เป็นเวลา 2 ปี เศษ และต่อมาท่านจึงกลับมาอยู่ที่วัดละหารไร่หรือวัดไร่วารี ตามเดิม
ท่านเริ่มพัฒนาวัดขนานใหญ่ ด้วยความร่วมมือจากญาติโยมในท้องถิ่น จนต่อมาคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้ท่านเป็น “พระอธิการทิม
ในปี 2478 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นประทวน
ต่อมาในปี 2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร
และในปี 2507 ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น “พระครูภาวนาภิรัติ”
ในครั้งแรกท่านไม่ใยดีกับยศตำแหน่งที่ทางการคณะสงฆ์ได้มอบให้ และถูกทางคณะสงฆ์เร่งรัดให้ท่านเดินทางไปรับพัดยศที่จังหวัด ซึ่งท่านก็ไม่ไปรับ จนกระทั่งชาวบ้านรู้ข่าว จำต้องพร้อมใจกันจัดขบวนแห่ไปรับพัดยศ และตราตั้งมาถวายให้กับท่านถึงวัด ท่านจึงต้องจำยอมรับอย่างเสียมิได้
หลวงปุ่ทิมเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูป เสียง กลิ่น รส ทั้งนี้ ท่านฉันเช้าประมาณ 7 โมงเช้าและน้ำชาก็เวลา 4 โมงเย็น ถ้าเลยเวลาหลวงปู่ไม่ยอมฉันแม้แต่น้ำชา ท่านฉันข้าวมื้อเดียวมาประมาณ 47 ปี โดยงดเนื้อสัตว์จำพวก เนื้อ หมู เป็ด ไก่ หรืออาหารคาวทุกชนิด ว่ากันว่าแม้แต่น้ำปลาก็ไม่ฉัน แต่อาหารที่ท่านฉันเป็น ผัก ถั่ว หรือเส้นแกงร้อน น้ำพริกกับเกลือป่นอย่างนี้ตลอดมา
ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน
คณะศิษย์ได้จัดพิธีศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ หลังจากทำบุญ 100 วัน อุทิศส่วนกุศลให้กับหลวงปู่ทิมแล้ว ได้เก็บศพไว้ที่ศาลา ภาวนาภิรัต ศาลาการเปรียญ วัดละหารไร่ จนกระทั่งได้ทำการพระราชทานเพลิงศพท่านไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2526 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมสิริอายุได้ 96 ปี นับพรรษาได้ 69 พรรษา
หลวงปู่ทิม อิสริโก
เกิด 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422
มรณภาพ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 อายุ 96 ปี
อุปสมบท 7 มิถุนายน พ.ศ. 2449 พรรษา 69
#เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่ทิม อิสริโก ที่เวียนมาบรรจบ 16 มิถุนายน 2568 กราบน้อมรำลึก บารมีหลวงปู่ทิม อิสริโก
วัดละหารไร่ ๑๔๖ ปี ชาตกาล หลวงปู่ทิม อิสริโก ขอบารมีองค์หลวงปู่ทิม อิสริโก โปรดเมตตาโชคลาภ และคุ้มครองด้วยเทอญ
ทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ"
ติดตามผลงานได้ที่
Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ"
ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ
ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะ
รายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
1 year ago (edited) | [YT] | 12
View 2 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
ขอแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของ อาจารย์ ชินพร สุขสถิตย์ ประธานมูลนิธิ หลวงปู่ทิม อิสริโก, ศิษย์คนสุดท้ายของ หลวงปู่ทิม อิสริโก ผู้ถวายงานสร้างวัตถุมงคล แด่หลวงปู่ทิม อิสริโก
อันเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน หลายอย่างแห่งวงการพระเครื่อง และวงการศาสนา
และยังเป็นผู้สร้างตำนาน พระชุดชินบัญชร พระกริ่งชินบัญชร เหรียญเจริญพร เหรียญเสมา 8 รอบ ปรกองค์จ้อย
และวัตถุมงคลหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ อันโด่งดังหลายรุ่น
ด้วยบุญกุศลที่ท่านสร้างสาธารณะประโยชน์ไว้มากมาย
ขอให้ดวงวิญญาณของท่าน สู่สุคติในสัมปรายภพ ตราบนิรันดร์
1 year ago | [YT] | 4
View 0 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
#วันจักรี
ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน ของทุกปี อันเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี และเป็นวันครบรอบการก่อตั้งราชวงศ์จักรี
ทั้งยังเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของไทย
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมหาจักรีบรมราชวงศ์
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด
ขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ"
ติดตามผลงานได้ที่
Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ"
ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ
ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะ
รายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
1 year ago | [YT] | 11
View 0 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
ทรงพระเจริญ
๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน ช่องยูทูป อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด
#พระราชสมภพ
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ฉศก จ.ศ. 1316 ตรงกับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498
ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์
พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า นางแก้ว อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า ทูลกระหม่อมน้อย
#พระอิสริยยศ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์
(2 เมษายน พ.ศ. 2498 – 5 ธันวาคม พ.ศ. 2520)
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
(5 ธันวาคม พ.ศ. 2520 – 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี
สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
(5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 – ปัจจุบัน)
ขอบพระคุณทุกท่านที่รับชม ช่อง "อาจารย์กมลวรรณ ศิษย์อาจารย์ยอด" ฝากกด Like & Subscribe(กดติดตาม) และพูดคุยกันอีกช่องทางที่เฟสบุค "อาจารย์กมลวรรณ"
ติดตามผลงานได้ที่
Facebook Page : "อาจารย์กมลวรรณ"
ฝาก กดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม ให้ด้วยนะค่ะ
ขอให้สนุกกับการรับชม ค่ะ
รายการมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เรื่องเล่า เรื่องผี เรื่องพระ ประวัติ การสร้างพระ การปลุกเสก พระเครื่องต่างๆ เรื่องเล่าต่างๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง
1 year ago | [YT] | 14
View 2 replies
ทีมงานศิษย์อาจารย์ยอด
#วันมาฆบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่ง วันมาฆบูชา 2568 นี้ตรงกับวันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์
และในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้ "วันมาฆบูชา" เป็น "วันกตัญญูแห่งชาติ" อีกด้วย
#ประวัติและความสำคัญของวันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา มากจากคำว่า “มาฆบูชา” มาจากคำว่า “มาฆะ” หรือ “มาฆบุรณมี” ซึ่งเป็นชื่อย่อของเดือน 3 หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือน 3 ตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ แสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก โดยสรุปใจความของการแสดงธรรมครั้งนี้คือ "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"
#เหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันมาฆบูชา มีทั้งหมด 4 อย่าง
จึงเรียกอีกชื่อว่า จาตุรงคสันนิบาต ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ มีดังนี้
1. พระสงฆ์ 1,250 รูป มารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ
2. พระสงฆ์ 1,250 รูป ได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้า เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”
3. พระสงฆ์ 1,250 รูป ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์
4. พระสงฆ์ 1,250 รูป มาชุมนุมตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
#กิจกรรมต่าง ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา
การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดทำพิธีเวียนเทียน รอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำ ถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดิน เวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ 3 รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัด เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี
#อานิสงส์ของการเวียนเทียน
ทำให้จิตใจตื่นเบิกบาน เกิดความปิติยินดี
ทำให้จิตใจสงบบริสุทธิ์ เป็นสมาธิ และเกิดปัญญา
ทำให้เข้าใจในสังสารวัฎ การเวียนว่ายตายเกิด
ทำให้จิตใจหลุดพ้นจากเวทนาและนิวรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง
#ประวัติวันมาฆบูชา ในประเทศไทย
ในปี พ.ศ.2394 ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชา ครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรก ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา
"วันมาฆบูชา" ถือเป็น "วันพระธรรม"
"วันวิสาขบูชา" ถือเป็น "วันพระพุทธ"
"วันอาสาฬหบูชา" เป็น "วันพระสงฆ์"
1 year ago (edited) | [YT] | 9
View 4 replies
Load more